<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" >

<channel>
	<title>กลยุทธ์ธุรกิจ &#8211; BANGKOK TODAY</title>
	<atom:link href="https://www.bangkoktoday.net/tag/%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b9%8c%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.bangkoktoday.net</link>
	<description>ข่าวธุรกิจโลก การเงิน และการลงทุน — พร้อมมุมมองเทคยุคดิจิทัล</description>
	<lastBuildDate>Thu, 19 Feb 2026 01:59:28 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>

<image>
	<url>https://www.bangkoktoday.net/wp-content/uploads/2025/12/cropped-BANGKOK-today-logofavicon-1-1-32x32.webp</url>
	<title>กลยุทธ์ธุรกิจ &#8211; BANGKOK TODAY</title>
	<link>https://www.bangkoktoday.net</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ยักษ์ใหญ่พลังงานเปลี่ยนเกม ทิ้ง Buyback หันกลับมาลงทุนขุดเจาะครั้งใหญ่</title>
		<link>https://www.bangkoktoday.net/big-oil-shifts-from-buybacks-to-drilling-investment/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 19 Feb 2026 01:59:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[สรุปข่าวเด่น]]></category>
		<category><![CDATA[Big Oil]]></category>
		<category><![CDATA[IEA]]></category>
		<category><![CDATA[กลยุทธ์ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[การลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำมันและก๊าซ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.bangkoktoday.net/big-oil-shifts-from-buybacks-to-drilling-investment/</guid>

					<description><![CDATA[ยักษ์ใหญ่พลังงานกำลังเปลี่ยนทิศทางครั้งสำคัญ จากเดิมที่เน้นซื้อหุ้นคืนเพื่อผู้ถือหุ้น สู่การกลับมาล...]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="lead">ยักษ์ใหญ่พลังงานกำลังเปลี่ยนทิศทางครั้งสำคัญ จากเดิมที่เน้นซื้อหุ้นคืนเพื่อผู้ถือหุ้น สู่การกลับมาลงทุนขยายการผลิตครั้งใหม่ สวนทางคาดการณ์ที่ว่ายุคทองของน้ำมันจะจบลง</p>
<div class='highlight-box'>
<h3>จับประเด็นสำคัญ</h3>
<ul>
<li>บริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ (Big Oil) กำลังเปลี่ยนกลยุทธ์หลักจากการซื้อหุ้นคืน (Buyback) มาให้ความสำคัญกับการลงทุนเพื่อการเติบโตและการผลิตอีกครั้ง</li>
<li>เหตุผลสำคัญคือความเชื่อมั่นว่าความต้องการน้ำมันและก๊าซจะยังคงอยู่ในระดับสูงไปอีกหลายทศวรรษ</li>
<li>ทิศทางใหม่นี้สวนทางกับการคาดการณ์ของหน่วยงานอย่าง IEA ที่ประเมินว่าความต้องการน้ำมันจะลดลงจากการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่แพร่หลาย</li>
</ul>
</div>
<h2>สิ่งที่ต้องจับตาต่อ (What to watch)</h2>
<ul>
<li>การประกาศแผนงบประมาณการลงทุน (CapEx) ของบริษัทพลังงานรายใหญ่ในรอบถัดไป ว่าจะสะท้อนทิศทางการเติบโตที่ชัดเจนเพียงใด</li>
<li>ปฏิกิริยาของนักลงทุนที่คุ้นเคยกับผลตอบแทนสูงในระยะสั้นจากการซื้อหุ้นคืน จะตอบสนองต่อกลยุทธ์การลงทุนระยะยาวนี้อย่างไร</li>
<li>การปรับปรุงรายงานคาดการณ์ความต้องการพลังงานโลกระยะยาวจากหน่วยงานต่างๆ</li>
</ul>
<h2>จาก Buyback สู่การเติบโต: จุดเปลี่ยนกลยุทธ์ของ Big Oil</h2>
<p>เป็นเวลาหลายปีที่บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของโลกให้ความสำคัญกับการสร้างผลตอบแทนสูงสุดแก่ผู้ถือหุ้น ผ่านนโยบายการซื้อหุ้นคืนและการจ่ายเงินปันผลจำนวนมาก กลยุทธ์ดังกล่าวได้รับความนิยมในหมู่นักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนที่รวดเร็ว อย่างไรก็ตาม สัญญาณล่าสุดบ่งชี้ว่ากระแสน้ำกำลังจะเปลี่ยนทิศทาง</p>
<p>บริษัทเหล่านี้กำลังเตรียมพร้อมที่จะหันกลับมาให้ความสำคัญกับการเติบโตเป็นอันดับแรกอีกครั้ง ซึ่งหมายถึงการเพิ่มการลงทุนในการสำรวจและผลิต (Drilling) เพื่อขยายกำลังการผลิตในระยะยาว การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจสำหรับนักวิเคราะห์จำนวนมากที่เชื่อว่าอุตสาหกรรมน้ำมันได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว</p>
<h2>ทำไมยักษ์ใหญ่พลังงานถึงกลับมาลงทุน?</h2>
<p>เหตุผลหลักที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือมุมมองที่แตกต่างออกไปเกี่ยวกับอนาคตของพลังงาน ผู้บริหารในอุตสาหกรรมน้ำมันเชื่อว่า โลกจะยังคงพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติไปอีกนานหลายทศวรรษ แม้จะมีความพยายามเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดก็ตาม</p>
<p>มุมมองนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และพลังงานทางเลือกอื่นๆ อาจไม่รวดเร็วเท่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ ทำให้ความต้องการเชื้อเพลิงฟอสซิลยังคงแข็งแกร่งและเป็นส่วนสำคัญของระบบเศรษฐกิจโลกต่อไป ซึ่งเป็นแนวคิดที่ท้าทายการคาดการณ์ของหน่วยงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) โดยตรง</p>
<h2>ตารางตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-Check)</h2>
<div class='news-table-wrap'>
<div class="news-table-wrap">
<table class="news-fact-table news-fact-table">
<thead>
<tr>
<th>ประเด็น</th>
<th>ข้อมูลจากแหล่งข่าว</th>
<th>ผลตรวจสอบของ AI</th>
<th>สถานะ</th>
</tr>
</thead>
<tbody>
<tr>
<td>การเปลี่ยนกลยุทธ์ของ Big Oil</td>
<td>บริษัทน้ำมันขนาดใหญ่กำลังเปลี่ยนจากนโยบายซื้อหุ้นคืนไปสู่การลงทุนเพื่อการเติบโต</td>
<td>เนื้อหาหลักของแหล่งข่าวระบุถึงการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างชัดเจนว่าเป็นประเด็นสำคัญ</td>
<td>ตรง</td>
</tr>
<tr>
<td>เหตุผลเบื้องหลัง</td>
<td>ความเชื่อว่าความต้องการน้ำมันและก๊าซจะยังคงมีอยู่ไปอีกหลายทศวรรษ</td>
<td>แหล่งข่าวระบุว่านี่คือเหตุผลหลักที่ขับเคลื่อนการตัดสินใจดังกล่าว</td>
<td>ตรง</td>
</tr>
<tr>
<td>การอ้างอิงถึง IEA</td>
<td>แหล่งข่าวระบุว่าทิศทางนี้สวนทางกับการคาดการณ์ของ IEA เรื่องความต้องการน้ำมันที่ลดลง</td>
<td>มีการกล่าวถึงหน่วยงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) และการคาดการณ์เรื่อง EV อย่างเจาะจง</td>
<td>ตรง</td>
</tr>
<tr>
<td>ตัวเลขการลงทุน</td>
<td>ไม่มีการระบุจำนวนเงินลงทุนหรือเป้าหมายการผลิตที่ชัดเจน</td>
<td>บทความเป็นบทวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ ไม่ได้ให้ข้อมูลตัวเลขทางการเงินที่เป็นรูปธรรม</td>
<td>ตรง</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<div class="aanw-internal-links-box">
<h3>อ่านเพิ่ม</h3>
<ul>
<li><a href="https://www.bangkoktoday.net/etsy-sells-depop-to-ebay-for-1-2-billion-at-a-loss/" target="_blank" rel="noopener">Etsy ขาย Depop ให้ eBay 1.2 พันล้านดอลลาร์ รับรู้ขาดทุนหนักหลังซื้อช่วงโควิด</a></li>
<li><a href="https://www.bangkoktoday.net/us-it-stocks-fall-on-ai-disruption-and-fed-rate-fears/" target="_blank" rel="noopener">หุ้นไอทีร่วงในสหรัฐฯ สะท้อนความกังวล AI และทิศทางดอกเบี้ยเฟด</a></li>
<li><a href="https://www.bangkoktoday.net/trump-escalates-assault-on-us-consumer-protection-agency/" target="_blank" rel="noopener">หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคสหรัฐฯ ถูกโจมตีหนัก ทรัมป์ชี้สร้างภาระกว่า 2.37 แสนล้านดอลลาร์</a></li>
</ul>
</div>
<p><strong>Reference Site:</strong> OilPrice</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Blue Ocean vs Red Ocean: กลยุทธ์แข่งขันแบบไม่ตัดราคา (พร้อมตัวอย่าง)</title>
		<link>https://www.bangkoktoday.net/blue-ocean-vs-red-ocean-strategy-examples/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[บางกอกทูเดย์ทีม]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 05 Jan 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เศรษฐกิจ & เศรษฐศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[Blue Ocean]]></category>
		<category><![CDATA[Red Ocean]]></category>
		<category><![CDATA[กลยุทธ์ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[การตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรมเชิงคุณค่า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.bangkoktoday.net/?p=14513</guid>

					<description><![CDATA[ในโลกธุรกิจที่การแข่งขันดุเดือด การตัดราคาดูเหมือนจะเป็นทางออกที่หลายคนเลือกใช้ แต่ยังมีอีกแนวทางที...]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="lead">ในโลกธุรกิจที่การแข่งขันดุเดือด การตัดราคาดูเหมือนจะเป็นทางออกที่หลายคนเลือกใช้ แต่ยังมีอีกแนวทางที่ทรงพลังกว่านั่นคือ <strong>Blue Ocean Strategy</strong> ซึ่งเป็นกลยุทธ์การสร้างตลาดใหม่ที่ไร้คู่แข่ง ทำให้การแข่งขันแบบเดิมๆ กลายเป็นเรื่องไม่จำเป็น และเปิดประตูสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน บทความนี้จะพาไปเจาะลึกความแตกต่างระหว่างสองแนวคิดนี้ พร้อมตัวอย่างที่จะเปลี่ยนมุมมองการทำธุรกิจของคุณไปตลอดกาล</p>
<div class="highlight-box">
<h3>Key takeaways</h3>
<ul>
<li><strong>Red Ocean Strategy</strong> คือการแข่งขันในตลาดที่มีอยู่เดิม ซึ่งเต็มไปด้วยคู่แข่ง กฎกติกาชัดเจน และมุ่งเน้นการเอาชนะคู่แข่งเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด</li>
<li><strong>Blue Ocean Strategy</strong> คือการสร้างพื้นที่ตลาดใหม่ที่ยังไม่มีใครเข้าไปแข่งขัน (Uncontested Market Space) ทำให้การแข่งขันหมดความหมายไปชั่วขณะ</li>
<li>หัวใจสำคัญของ Blue Ocean คือ <strong>“นวัตกรรมเชิงคุณค่า” (Value Innovation)</strong> ที่มุ่งสร้างความแตกต่างและลดต้นทุนไปพร้อมกัน</li>
<li>เครื่องมือหลักที่ใช้คือ <strong>Four Actions Framework</strong> (Eliminate-Reduce-Raise-Create) เพื่อปรับเปลี่ยนปัจจัยการแข่งขันในอุตสาหกรรม</li>
<li>ตัวอย่างความสำเร็จที่ชัดเจน ได้แก่ Cirque du Soleil, Nintendo Wii และไวน์ [yellow tail] ที่สามารถสร้างตลาดของตัวเองขึ้นมาใหม่</li>
</ul>
</div>
<h2>ทำความรู้จัก Red Ocean: สมรภูมิเลือดแห่งการแข่งขัน</h2>
<p>ลองจินตนาการถึงมหาสมุทรที่เต็มไปด้วยฝูงฉลามที่กำลังต่อสู้แย่งชิงเหยื่อกันอย่างดุเดือด จนผืนน้ำกลายเป็นสีแดงฉาน นี่คือภาพเปรียบเทียบของ <strong>“Red Ocean”</strong> หรือ “น่านน้ำสีแดง” ซึ่งหมายถึงตลาดอุตสาหกรรมทั้งหมดที่มีอยู่ในปัจจุบัน เป็นพื้นที่ที่ขอบเขตและกฎการแข่งขันถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนแล้ว</p>
<p>ในสมรภูมินี้ บริษัทต่างๆ พยายามที่จะทำผลงานให้ดีกว่าคู่แข่งเพื่อชิงส่วนแบ่งตลาดที่มีอยู่จำกัดมาให้ได้มากที่สุด เมื่อตลาดเริ่มแออัดมากขึ้น โอกาสในการทำกำไรและการเติบโตก็ลดน้อยลง ผลิตภัณฑ์กลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) และสงครามราคาที่นองเลือดก็มักจะปะทุขึ้นเสมอ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ตลาดสมาร์ทโฟน, สายการบินราคาประหยัด หรือแม้แต่ร้านชานมไข่มุก ที่ผู้เล่นแต่ละรายพยายามนำเสนอโปรโมชันลด แลก แจก แถม เพื่อดึงดูดลูกค้ามาจากคู่แข่ง</p>
<div class="content-box">
<h3>ลักษณะสำคัญของ Red Ocean Strategy</h3>
<ul>
<li><strong>แข่งขันในตลาดเดิม:</strong> มุ่งเน้นการเอาชนะคู่แข่งในพื้นที่ตลาดที่มีอยู่แล้ว</li>
<li><strong>เอาชนะคู่แข่ง:</strong> เป้าหมายหลักคือการทำผลงานให้เหนือกว่าคู่แข่ง</li>
<li><strong>ตอบสนองอุปสงค์เดิม:</strong> พยายามแย่งชิงลูกค้าจากอุปสงค์ (Demand) ที่มีอยู่จำกัด</li>
<li><strong>เลือกอย่างได้อย่างเสียอย่าง:</strong> มักจะต้องเลือกระหว่างการสร้างคุณค่าที่แตกต่าง (Differentiation) กับการมีต้นทุนต่ำ (Low Cost)</li>
<li><strong>จัดวางระบบกิจกรรมทั้งหมดของบริษัทตามทางเลือกเชิงกลยุทธ์:</strong> ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความแตกต่าง หรือการเป็นผู้นำด้านต้นทุน</li>
</ul>
</div>
<h2>ก้าวสู่ Blue Ocean: น่านน้ำสีครามแห่งโอกาส</h2>
<p>ในทางตรงกันข้าม <strong>“Blue Ocean”</strong> หรือ “น่านน้ำสีคราม” หมายถึงตลาดที่ยังไม่มีใครค้นพบหรือเข้าไปบุกเบิก เป็นพื้นที่อุตสาหกรรมที่ยังไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาในปัจจุบัน จึงไม่มีการแข่งขันที่ดุเดือด ในน่านน้ำสีครามนี้ อุปสงค์จะถูก “สร้าง” ขึ้นมาใหม่ แทนที่จะต้องไปต่อสู้แย่งชิงกัน ทำให้มีโอกาสมหาศาลในการเติบโตที่รวดเร็วและทำกำไรได้สูง</p>
<p>หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อน Blue Ocean Strategy คือ <strong>“นวัตกรรมเชิงคุณค่า” (Value Innovation)</strong> ซึ่งเป็นแนวคิดที่ปฏิเสธความเชื่อที่ว่าบริษัทต้องเลือกระหว่าง “คุณค่า” กับ “ต้นทุน” แต่นวัตกรรมเชิงคุณค่าจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อบริษัทสามารถสร้างความแตกต่าง (Differentiation) และลดต้นทุน (Low Cost) ได้ในเวลาเดียวกัน โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างคุณค่าใหม่ๆ ที่ก้าวกระโดดให้กับผู้ซื้อและตัวบริษัทเอง ซึ่งจะทำให้การแข่งขันหมดความหมายไปโดยปริยาย</p>
<h2>เครื่องมือสำคัญ: Four Actions Framework</h2>
<p>เพื่อที่จะสร้างนวัตกรรมเชิงคุณค่าและค้นพบน่านน้ำสีครามของตัวเอง W. Chan Kim และ Renée Mauborgne ผู้เขียนหนังสือ Blue Ocean Strategy ได้นำเสนอเครื่องมือที่เรียกว่า <strong>“Four Actions Framework”</strong> หรือกรอบการทำงาน 4 ประการ เพื่อท้าทายตรรกะและโมเดลธุรกิจของอุตสาหกรรมเดิมๆ</p>
<ul>
<li><strong>กำจัด (Eliminate):</strong> ควรเลิกทำปัจจัยอะไรบ้างที่อุตสาหกรรมยึดถือเป็นเรื่องธรรมดามานานแล้ว แต่ในความเป็นจริงกลับไม่ได้สร้างคุณค่าให้ลูกค้าเท่าที่ควร?</li>
<li><strong>ลด (Reduce):</strong> ปัจจัยอะไรบ้างที่ควรลดให้ต่ำกว่ามาตรฐานของอุตสาหกรรม? ซึ่งมักเป็นผลมาจากการแข่งขันที่มากเกินไป ทำให้บริษัทสร้างคุณค่าเกินความจำเป็นให้ลูกค้า</li>
<li><strong>เพิ่ม (Raise):</strong> ปัจจัยอะไรบ้างที่ควรเพิ่มให้สูงกว่ามาตรฐานของอุตสาหกรรม เพื่อขจัดความประนีประนอมที่ลูกค้าต้องยอมรับ</li>
<li><strong>สร้าง (Create):</strong> ควรสร้างปัจจัยอะไรขึ้นมาใหม่ที่อุตสาหกรรมไม่เคยนำเสนอมาก่อน เพื่อสร้างแหล่งคุณค่าและอุปสงค์ใหม่ๆ</li>
</ul>
<p>การตอบคำถามทั้งสี่นี้จะช่วยให้บริษัทมองเห็นแนวทางในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างคุณค่าเดิมๆ และสร้างเส้นโค้งคุณค่า (Value Curve) ใหม่ที่แตกต่างจากคู่แข่งได้อย่างชัดเจน</p>
<h2>ตารางเปรียบเทียบ Blue Ocean vs. Red Ocean Strategy</h2>
<p>เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างที่ชัดเจนยิ่งขึ้นระหว่างสองกลยุทธ์นี้ ลองดูตารางเปรียบเทียบในมิติต่างๆ</p>
<div class="content-table-wrap">
<table class="content-table">
<thead>
<tr>
<th>มิติการเปรียบเทียบ</th>
<th>Red Ocean Strategy</th>
<th>Blue Ocean Strategy</th>
</tr>
</thead>
<tbody>
<tr>
<td><strong>สภาพการแข่งขัน</strong></td>
<td>แข่งขันในตลาดที่มีอยู่เดิม</td>
<td>สร้างตลาดใหม่ที่ไร้การแข่งขัน</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>เป้าหมาย</strong></td>
<td>เอาชนะคู่แข่ง</td>
<td>ทำให้การแข่งขันเป็นเรื่องไม่จำเป็น</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>อุปสงค์ (Demand)</strong></td>
<td>แย่งชิงอุปสงค์ที่มีอยู่</td>
<td>สร้างและจับอุปสงค์ใหม่</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>ความสัมพันธ์ คุณค่า-ต้นทุน</strong></td>
<td>ต้องเลือกระหว่างคุณค่ากับต้นทุน</td>
<td>ทลายกำแพง สู่คุณค่าและต้นทุนที่ดีพร้อมกัน</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>แนวทางกลยุทธ์</strong></td>
<td>เน้นความแตกต่าง หรือ ต้นทุนต่ำ</td>
<td>เน้นความแตกต่าง และ ต้นทุนต่ำ (นวัตกรรมเชิงคุณค่า)</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>ผลลัพธ์</strong></td>
<td>การเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป, สงครามราคา</td>
<td>การเติบโตแบบก้าวกระโดด, สร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่ง</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<h2>กรณีศึกษาที่น่าสนใจ: ตัวอย่างความสำเร็จของ Blue Ocean</h2>
<p>ทฤษฎีอาจจะฟังดูดี แต่ในทางปฏิบัติมีบริษัทไหนบ้างที่ทำได้สำเร็จ? คำตอบคือมีมากมาย และนี่คือตัวอย่างคลาสสิกที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาเสมอ</p>
<h3>Cirque du Soleil (คณะละครสัตว์กายกรรม)</h3>
<p>ในขณะที่อุตสาหกรรมละครสัตว์แบบดั้งเดิม (เช่น Ringling Bros. and Barnum &amp; Bailey) กำลังซบเซาและแข่งขันกันด้วยการแสดงของสัตว์และตัวตลก Cirque du Soleil ได้สร้างตลาดใหม่ขึ้นมาโดยสิ้นเชิง พวกเขา <strong>“กำจัด”</strong> การแสดงของสัตว์ซึ่งมีต้นทุนสูงและถูกต่อต้านจากกลุ่มพิทักษ์สัตว์ และ <strong>“ลด”</strong> การแสดงตลกแบบเดิมๆ ลง แต่กลับ <strong>“เพิ่ม”</strong> ความเป็นศิลปะ ดนตรีสด และการเล่าเรื่องราวที่ลึกซึ้ง และ <strong>“สร้าง”</strong> ประสบการณ์ที่ผสมผสานระหว่างละครสัตว์กับละครเวที (Broadway) ขึ้นมาใหม่ ผลลัพธ์คือการดึงดูดกลุ่มลูกค้าใหม่ที่ไม่เคยดูละครสัตว์มาก่อน นั่นคือกลุ่มผู้ใหญ่และลูกค้าองค์กรที่ยอมจ่ายในราคาที่สูงกว่าเพื่อประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร</p>
<h3>Nintendo Wii</h3>
<p>ในช่วงที่ Sony (PlayStation) และ Microsoft (Xbox) กำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือดใน Red Ocean ด้วยการพัฒนาฮาร์ดแวร์ที่ทรงพลังและกราฟิกที่สมจริง Nintendo ได้เลือกเส้นทางที่แตกต่างด้วยเครื่อง Wii พวกเขา <strong>“กำจัด”</strong> ความซับซ้อนของจอยสติ๊กและ <strong>“ลด”</strong> คุณภาพกราฟิกลงเพื่อควบคุมต้นทุน แต่ <strong>“เพิ่ม”</strong> ความง่ายในการควบคุมผ่าน Wii Remote ที่จับการเคลื่อนไหว และ <strong>“สร้าง”</strong> ประสบการณ์การเล่นเกมที่สนุกได้ทั้งครอบครัวและเน้นการเคลื่อนไหวร่างกาย Wii ไม่ได้แข่งกับ PlayStation หรือ Xbox แต่ได้สร้างตลาดใหม่สำหรับกลุ่มคนที่ไม่ใช่เกมเมอร์ (Non-gamers) เช่น เด็ก ผู้หญิง และผู้สูงอายุ ให้หันมาสนุกกับวิดีโอเกมได้</p>
<p>การสร้างสรรค์ตลาดใหม่ๆ ที่เปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมแบบนี้ต้องอาศัยวิสัยทัศน์ที่แตกต่างและกล้าที่จะออกจากกรอบเดิมๆ เช่นเดียวกับที่ <a href="https://www.bangkoktoday.net/bhutan-commits-10000-bitcoin-for-gelephu-mindfulness-city/" target="_blank">ภูฏานใช้ Bitcoin เพื่อขับเคลื่อนเมืองเศรษฐกิจแห่งใหม่</a> ซึ่งเป็นการมองหาโอกาสในเทคโนโลยีที่ยังไม่ถูกใช้งานอย่างเต็มศักยภาพ</p>
<h3>[yellow tail] Wine</h3>
<p>ตลาดไวน์ในสหรัฐฯ เคยเป็นตลาดที่น่ากลัวสำหรับผู้บริโภคทั่วไป เพราะเต็มไปด้วยศัพท์เทคนิคที่ซับซ้อนและตัวเลือกมากมาย Casella Wines จากออสเตรเลียได้เปิดตัวไวน์ [yellow tail] ที่ทำลายกำแพงเหล่านี้ พวกเขา <strong>“กำจัด”</strong> คำศัพท์ยากๆ และข้อมูลการบ่มที่ซับซ้อนบนฉลาก และ <strong>“ลด”</strong> ความหลากหลายของรสชาติที่ซับซ้อนลง เหลือเพียงไวน์แดงและขาวที่ดื่มง่าย ไม่ฝาด แต่ <strong>“เพิ่ม”</strong> ความสนุกสนานและเข้าถึงง่ายของแบรนด์ และ <strong>“สร้าง”</strong> แนวคิดไวน์สำหรับสังสรรค์ที่ไม่ต้องมีพิธีรีตอง ทำให้คนที่ไม่เคยดื่มไวน์มาก่อนกล้าที่จะลอง และประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายในตลาดสหรัฐฯ</p>
<p>กลยุทธ์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการเข้าใจปัญหาและความต้องการที่ซ่อนอยู่ของ “กลุ่มคนที่ไม่ใช่ลูกค้า” (Non-customers) เป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกมหาสมุทรสีคราม ซึ่งต้องอาศัยการวางแผนที่รอบคอบไม่ต่างจาก <a href="https://www.bangkoktoday.net/how-to-save-money-without-stress-sustainably/" target="_blank">วิธีเก็บเงินแบบไม่เครียด</a> ที่ต้องสร้างระบบและวินัยเพื่อเป้าหมายระยะยาว</p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p>Blue Ocean Strategy ไม่ได้เป็นเพียงทฤษฎี แต่เป็นแนวทางปฏิบัติที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนได้จริง มันสอนให้เราเปลี่ยนมุมมองจากการเอาชนะคู่แข่งในตลาดเดิม ไปสู่การสร้างตลาดใหม่ที่ทำให้การแข่งขันกลายเป็นเรื่องไม่สำคัญ แม้ว่า Red Ocean จะเป็นพื้นที่ที่ธุรกิจส่วนใหญ่คุ้นเคยและยังคงทำกำไรได้ แต่การมองหาและสร้าง Blue Ocean ของตัวเอง คือหนทางสู่การเป็นผู้นำตลาดอย่างแท้จริงและหลุดพ้นจากสงครามราคาที่บั่นทอนทั้งอุตสาหกรรม</p>
<h2>คำถามที่พบบ่อย (FAQ)</h2>
<h3>Blue Ocean Strategy เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็ก (SMEs) หรือไม่?</h3>
<p>เหมาะอย่างยิ่ง เพราะกลยุทธ์นี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดของงบประมาณ แต่ขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์และการมองเห็นโอกาสใหม่ๆ ในตลาด ธุรกิจขนาดเล็กมักจะมีความคล่องตัวสูงกว่าบริษัทใหญ่ ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนและทดลองแนวคิดใหม่ๆ ได้เร็วกว่า</p>
<h3>การสร้าง Blue Ocean มีความเสี่ยงหรือไม่?</h3>
<p>มีความเสี่ยงเช่นกัน ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดคือการสร้างตลาดที่ไม่มีอุปสงค์อยู่จริง หรือการตีความความต้องการของลูกค้าผิดพลาด ดังนั้นการวิจัยและทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายใหม่ (Non-customers) อย่างลึกซึ้งจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งก่อนที่จะลงทุนลงแรงไปทั้งหมด</p>
<h3>Red Ocean เป็นกลยุทธ์ที่ไม่ดีเสมอไปใช่ไหม?</h3>
<p>ไม่เสมอไป บริษัทที่บริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพและมีจุดแข็งที่ชัดเจนยังคงสามารถประสบความสำเร็จและทำกำไรได้ดีใน Red Ocean อย่างไรก็ตาม การเติบโตมักจะเป็นไปอย่างเชื่องช้าและต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านราคาอยู่เสมอ การมีอยู่ของธุรกิจใน Red Ocean จึงควรควบคู่ไปกับการมองหา Blue Ocean เพื่อสร้างการเติบโตในอนาคต</p>
<h3>เราจะเริ่มมองหา Blue Ocean ของตัวเองได้อย่างไร?</h3>
<p>เริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามกับสิ่งที่เป็นอยู่ فىอุตสาหกรรมของคุณ ลองมองไปยังกลุ่มคนที่ไม่ใช่ลูกค้าของคุณในปัจจุบัน ว่าทำไมพวกเขาถึงไม่ใช้สินค้า/บริการของคุณ? มองหาอุตสาหกรรมทางเลือกอื่นที่สามารถตอบสนองความต้องการเดียวกันได้ หรือมองไปที่สินค้าและบริการเสริมต่างๆ ที่ลูกค้าใช้ก่อนหรือหลังใช้สินค้าของคุณ สิ่งเหล่านี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของน่านน้ำสีครามผืนใหม่ได้</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Economies of Scale คืออะไร? ทำไมบริษัทใหญ่ต้นทุนต่ำกว่าและชนะเกมราคา</title>
		<link>https://www.bangkoktoday.net/what-is-economies-of-scale-why-large-companies-have-lower-costs/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[บางกอกทูเดย์ทีม]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 17 Dec 2025 16:49:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เศรษฐกิจ & เศรษฐศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[การเงิน & การลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[กลยุทธ์ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[การประหยัดจากขนาด]]></category>
		<category><![CDATA[ความได้เปรียบทางการแข่งขัน]]></category>
		<category><![CDATA[ต้นทุนการผลิต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.bangkoktoday.net/?p=14507</guid>

					<description><![CDATA[Economies of Scale หรือการประหยัดจากขนาด คือปรากฏการณ์ที่ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยของสินค้าหรือบริการลดล...]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="lead">Economies of Scale หรือการประหยัดจากขนาด คือปรากฏการณ์ที่ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยของสินค้าหรือบริการลดลงเมื่อปริมาณการผลิตเพิ่มสูงขึ้น นับเป็นหนึ่งในความได้เปรียบทางการแข่งขันที่สำคัญที่สุดที่ทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่สามารถนำเสนอสินค้าในราคาที่ต่ำกว่าคู่แข่งรายย่อย และครองส่วนแบ่งการตลาดได้อย่างมหาศาล</p>
<div class="highlight-box">
<h3>Key takeaways</h3>
<ul>
<li>Economies of Scale คือแนวคิดที่ว่าเมื่อผลิตสินค้าจำนวนมากขึ้น ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยจะลดต่ำลง</li>
<li>ปัจจัยหลักเกิดจากการกระจายต้นทุนคงที่ (Fixed Costs) ไปยังหน่วยการผลิตที่มากขึ้น และประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นจากการทำซ้ำ</li>
<li>แบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก: การประหยัดจากขนาดภายใน (Internal) ซึ่งบริษัทควบคุมได้ และการประหยัดจากขนาดภายนอก (External) ที่มาจากปัจจัยในอุตสาหกรรม</li>
<li>เป็นกุญแจสำคัญที่สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันด้านราคา ทำให้บริษัทใหญ่สามารถทำกำไรได้แม้จะขายในราคาที่ต่ำ</li>
<li>อย่างไรก็ตาม การขยายขนาดมากเกินไปอาจนำไปสู่ Diseconomies of Scale หรือต้นทุนเฉลี่ยที่สูงขึ้นได้</li>
</ul>
</div>
<h2>ทำความเข้าใจ Economies of Scale ให้ลึกซึ้ง</h2>
<p>หัวใจของ Economies of Scale คือความสัมพันธ์ระหว่าง &#8220;ต้นทุนคงที่&#8221; (Fixed Costs) และ &#8220;ต้นทุนผันแปร&#8221; (Variable Costs) ต้นทุนคงที่คือค่าใช้จ่ายที่ไม่เปลี่ยนแปลงตามปริมาณการผลิต เช่น ค่าเช่าโรงงาน ค่าเครื่องจักร เงินเดือนผู้บริหาร ในขณะที่ต้นทุนผันแปรจะเปลี่ยนไปตามจำนวนที่ผลิต เช่น ค่าวัตถุดิบ ค่าแรงงานสายการผลิต</p>
<p>ลองนึกภาพโรงงานผลิตเสื้อยืดแห่งหนึ่งที่มีค่าเช่าและค่าเครื่องจักร (ต้นทุนคงที่) รวม 100,000 บาทต่อเดือน และมีต้นทุนวัตถุดิบ (ต้นทุนผันแปร) ตัวละ 50 บาท หากโรงงานนี้ผลิตเสื้อแค่ 1 ตัว ต้นทุนรวมของเสื้อตัวนั้นจะเท่ากับ 100,050 บาท แต่ถ้าผลิต 10,000 ตัว ต้นทุนคงที่ 100,000 บาทจะถูกหารเฉลี่ยไปยังเสื้อทุกตัว ทำให้ต้นทุนคงที่ต่อตัวเหลือเพียง 10 บาท เมื่อรวมกับต้นทุนผันแปร 50 บาท ต้นทุนเฉลี่ยต่อตัวจะลดลงเหลือเพียง 60 บาทเท่านั้น นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการประหยัดจากขนาด</p>
<h2>ประเภทของ Economies of Scale มีอะไรบ้าง?</h2>
<p>การประหยัดจากขนาดสามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก ซึ่งเกิดจากปัจจัยที่แตกต่างกันไป ดังนี้</p>
<div class="content-box">
<h3>1. การประหยัดจากขนาดภายใน (Internal Economies of Scale)</h3>
<p>เป็นผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากปัจจัยภายในองค์กรเอง ซึ่งบริษัทสามารถควบคุมและบริหารจัดการได้โดยตรงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน ประกอบด้วย:</p>
<ul>
<li><strong>ด้านเทคนิค (Technical):</strong> การลงทุนในเครื่องจักรและเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งมักจะคุ้มค่าเมื่อมีการผลิตในปริมาณมาก ทำให้ผลิตได้เร็วขึ้นและมีของเสียน้อยลง</li>
<li><strong>ด้านการจัดซื้อ (Purchasing):</strong> บริษัทใหญ่สามารถสั่งซื้อวัตถุดิบจำนวนมหาศาล ทำให้มีอำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์เพื่อขอราคาที่ถูกลงหรือเงื่อนไขที่ดีกว่า</li>
<li><strong>ด้านการบริหาร (Managerial):</strong> สามารถจ้างผู้บริหารหรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในแต่ละแผนก เช่น การตลาด การเงิน หรือการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานเฉพาะส่วนได้ดีกว่าการให้คนคนเดียวดูแลหลายหน้าที่</li>
<li><strong>ด้านการเงิน (Financial):</strong> บริษัทขนาดใหญ่และมีชื่อเสียงมักจะเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายกว่า และได้รับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต่ำกว่าจากสถาบันการเงิน เนื่องจากมีความน่าเชื่อถือสูง</li>
<li><strong>ด้านการตลาด (Marketing):</strong> งบประมาณการตลาดก้อนโตสามารถกระจายไปยังสินค้าจำนวนมาก ทำให้ต้นทุนการโฆษณาต่อหน่วยต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด</li>
</ul>
</div>
<div class="content-box">
<h3>2. การประหยัดจากขนาดภายนอก (External Economies of Scale)</h3>
<p>เป็นผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากปัจจัยภายนอกบริษัท ซึ่งมักจะส่งผลดีต่อทุกบริษัทในอุตสาหกรรมหรือในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์เดียวกัน เช่น:</p>
<ul>
<li><strong>การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน:</strong> เมื่ออุตสาหกรรมเติบโตในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง รัฐบาลอาจลงทุนสร้างถนน ท่าเรือ หรือระบบโลจิสติกส์ที่ดีขึ้น ซึ่งช่วยลดต้นทุนการขนส่งให้กับทุกบริษัทในบริเวณนั้น</li>
<li><strong>แหล่งแรงงานมีฝีมือ:</strong> การมีบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันรวมตัวกันอยู่จะสร้างแหล่งรวมแรงงานที่มีทักษะและความเชี่ยวชาญ ทำให้ง่ายต่อการว่าจ้างบุคลากรที่มีคุณภาพ</li>
<li><strong>เครือข่ายซัพพลายเออร์:</strong> การเกิดคลัสเตอร์อุตสาหกรรมดึงดูดให้ซัพพลายเออร์และผู้ให้บริการต่างๆ เข้ามาตั้งฐานในบริเวณใกล้เคียง ทำให้เกิดการแข่งขันและลดต้นทุนวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนได้</li>
</ul>
</div>
<h2>ตัวอย่างจริงที่ใช้ Economies of Scale จนประสบความสำเร็จ</h2>
<p>เราสามารถเห็นตัวอย่างของ Economies of Scale ได้จากบริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลก เช่น Amazon ที่ลงทุนมหาศาลในคลังสินค้าและระบบโลจิสติกส์อัตโนมัติ ทำให้สามารถจัดการและจัดส่งสินค้าได้ในต้นทุนต่อชิ้นที่ต่ำมาก หรือในอุตสาหกรรมยานยนต์อย่าง Toyota ที่ใช้ระบบการผลิตแบบ &#8220;Just-in-Time&#8221; และมีความสัมพันธ์อันดีกับซัพพลายเออร์ ทำให้สามารถผลิตรถยนต์จำนวนมากด้วยต้นทุนที่แข่งขันได้ การ<a href="https://www.bangkoktoday.net/german-defense-stocks-rally-on-60-billion-spending-plan/" target="_blank">ลงทุนด้านความมั่นคง</a>และเทคโนโลยีการผลิตขนาดใหญ่ก็เป็นอีกตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้ขนาดเพื่อลดต้นทุน</p>
<p>ในประเทศไทย เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้ Economies of Scale ตั้งแต่การผลิตอาหารสัตว์ การทำฟาร์ม ไปจนถึงการแปรรูปและจัดจำหน่ายผ่านร้านค้าของตนเอง การควบคุมห่วงโซ่อุปทานเกือบทั้งหมดทำให้สามารถลดต้นทุนในแต่ละขั้นตอนและสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง</p>
<h2>ข้อควรระวัง: เมื่อขนาดที่ใหญ่ขึ้นไม่ใช่คำตอบเสมอไป (Diseconomies of Scale)</h2>
<p>แม้ว่าการขยายขนาดจะมีประโยชน์มากมาย แต่การเติบโตอย่างไร้ขีดจำกัดก็อาจนำไปสู่ภาวะ &#8220;การไม่ประหยัดจากขนาด&#8221; (Diseconomies of Scale) ได้ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยกลับเพิ่มสูงขึ้นเมื่อบริษัทใหญ่เกินไป สาเหตุหลักมักเกิดจากปัญหาด้านการบริหารจัดการ</p>
<p>เมื่อองค์กรมีความซับซ้อนและใหญ่โตเกินไป การสื่อสารระหว่างแผนกอาจล่าช้าและขาดประสิทธิภาพ เกิดความซ้ำซ้อนในการทำงาน และการตัดสินใจต่างๆ ต้องผ่านขั้นตอนมากมาย (Bureaucracy) ทำให้ความคล่องตัวลดลง นอกจากนี้ พนักงานอาจรู้สึกเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของเครื่องจักรขนาดใหญ่ ขาดแรงจูงใจและความผูกพันต่อองค์กร ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลิตภาพโดยรวม ดังนั้น การ<a href="https://www.bangkoktoday.net/is-life-insurance-worth-it-3-conditions-to-check/" target="_blank">วางแผนการเงิน</a>และโครงสร้างองค์กรให้ดีจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการขยายธุรกิจ</p>
<p>โดยสรุป Economies of Scale เป็นแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่ทรงพลังและเป็นรากฐานของความสำเร็จในหลายธุรกิจ เป็นเหตุผลว่าทำไมบริษัทใหญ่จึงสามารถนำเสนอสินค้าและบริการในราคาที่น่าดึงดูดใจและยังคงทำกำไรได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการต้องตระหนักถึงจุดที่การขยายตัวอาจเริ่มสร้างผลเสีย และต้องหาสมดุลที่เหมาะสมระหว่างขนาดและประสิทธิภาพเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน</p>
<h2>คำถามที่พบบ่อย (FAQ)</h2>
<h3>Economies of Scale กับ Economies of Scope ต่างกันอย่างไร?</h3>
<p>Economies of Scale (การประหยัดจากขนาด) คือการลดต้นทุนเฉลี่ยผ่านการผลิตสินค้า *ชนิดเดียวกัน* ในปริมาณที่มากขึ้น ในขณะที่ Economies of Scope (การประหยัดจากขอบเขต) คือการลดต้นทุนเฉลี่ยผ่านการผลิตสินค้า *หลายชนิด* ที่เกี่ยวข้องกันโดยใช้ทรัพยากรบางอย่างร่วมกัน เช่น ใช้โรงงานเดียวกันผลิตทั้งแชมพูและครีมนวดผม</p>
<h3>ธุรกิจขนาดเล็กจะสู้กับบริษัทใหญ่ที่มี Economies of Scale ได้อย่างไร?</h3>
<p>ธุรกิจขนาดเล็กสามารถแข่งขันได้โดยการสร้างความแตกต่างในด้านอื่นที่ไม่ใช่ราคา เช่น การเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) การให้บริการลูกค้าที่เป็นเลิศและเป็นส่วนตัว การสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งและมีเรื่องราว รวมถึงการมีความยืดหยุ่นและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้เร็วกว่า</p>
<h3>ทุกอุตสาหกรรมได้ประโยชน์จาก Economies of Scale เท่ากันหรือไม่?</h3>
<p>ไม่เท่ากัน อุตสาหกรรมที่มีต้นทุนคงที่สูง เช่น การผลิตรถยนต์ การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ หรือธุรกิจสายการบิน จะได้รับประโยชน์จาก Economies of Scale อย่างมหาศาล ในทางกลับกัน ธุรกิจบริการที่เน้นแรงงานคน เช่น ร้านตัดผม หรือสำนักงานกฎหมาย อาจได้รับประโยชน์น้อยกว่า</p>
<h3>จุดคุ้มทุน (Break-Even Point) เกี่ยวข้องกับ Economies of Scale หรือไม่?</h3>
<p>เกี่ยวข้องโดยตรง Economies of Scale ช่วยลดต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วย ซึ่งหมายความว่าบริษัทต้องการยอดขายจำนวนหน่วยที่น้อยลงเพื่อที่จะครอบคลุมต้นทุนคงที่ทั้งหมดและไปถึงจุดคุ้มทุนได้เร็วขึ้น หรืออีกนัยหนึ่งคือสามารถทำกำไรได้เร็วขึ้นนั่นเอง</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
