<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" >

<channel>
	<title>ข่าวเศรษฐกิจ &#8211; BANGKOK TODAY</title>
	<atom:link href="https://www.bangkoktoday.net/tag/%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.bangkoktoday.net</link>
	<description>ข่าวธุรกิจโลก การเงิน และการลงทุน — พร้อมมุมมองเทคยุคดิจิทัล</description>
	<lastBuildDate>Thu, 18 Dec 2025 06:49:35 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>

<image>
	<url>https://www.bangkoktoday.net/wp-content/uploads/2025/12/cropped-BANGKOK-today-logofavicon-1-1-32x32.webp</url>
	<title>ข่าวเศรษฐกิจ &#8211; BANGKOK TODAY</title>
	<link>https://www.bangkoktoday.net</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>Micro vs Macro ต่างกันยังไง: แยกประเด็นให้ถูกก่อนอ่านข่าวเศรษฐกิจ</title>
		<link>https://www.bangkoktoday.net/micro-vs-macro-economics-differences-explained/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[บางกอกทูเดย์ทีม]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 02 Jan 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เศรษฐกิจ & เศรษฐศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[การลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวเศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐศาสตร์จุลภาค]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐศาสตร์มหภาค]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.bangkoktoday.net/?p=14483</guid>

					<description><![CDATA[การทำความเข้าใจข่าวเศรษฐกิจและการลงทุนให้ถ่องแท้ จำเป็นต้องแยกแยะให้ออกว่าประเด็นที่กำลังพูดถึงนั้น...]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="lead">การทำความเข้าใจข่าวเศรษฐกิจและการลงทุนให้ถ่องแท้ จำเป็นต้องแยกแยะให้ออกว่าประเด็นที่กำลังพูดถึงนั้นอยู่ในระดับไหน บทความนี้จะช่วยไขข้อสงสัยว่า <strong>Micro vs Macro ต่างกันยังไง</strong> เพื่อให้คุณสามารถวิเคราะห์ภาพรวมเศรษฐกิจและผลกระทบต่อการเงินส่วนบุคคลได้อย่างเฉียบคมยิ่งขึ้น</p>
<div class="highlight-box">
<h3>Key takeaways</h3>
<ul>
<li><strong>เศรษฐศาสตร์จุลภาค (Microeconomics)</strong> โฟกัสที่พฤติกรรมของหน่วยเศรษฐกิจขนาดเล็ก เช่น บุคคล ครัวเรือน และบริษัท วิเคราะห์การตัดสินใจเรื่องอุปสงค์ อุปทาน และราคา</li>
<li><strong>เศรษฐศาสตร์มหภาค (Macroeconomics)</strong> มองภาพรวมของทั้งระบบเศรษฐกิจในระดับประเทศหรือระหว่างประเทศ ศึกษาตัวชี้วัดสำคัญอย่าง GDP, อัตราเงินเฟ้อ และการว่างงาน</li>
<li>Microeconomics ช่วยให้เข้าใจการตัดสินใจส่วนบุคคลและการดำเนินธุรกิจ ส่วน Macroeconomics ช่วยให้เข้าใจนโยบายรัฐบาลและสภาวะเศรษฐกิจโดยรวม</li>
<li>ทั้งสองแขนงมีความเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก การเปลี่ยนแปลงในระดับมหภาคส่งผลกระทบต่อหน่วยย่อย และการตัดสินใจของหน่วยย่อยจำนวนมากก็ส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจได้เช่นกัน</li>
</ul>
</div>
<h2>เศรษฐศาสตร์จุลภาค (Microeconomics): มองใกล้ เห็นรายละเอียด</h2>
<p>เศรษฐศาสตร์จุลภาค คือการศึกษาเศรษฐศาสตร์ในระดับย่อย เปรียบเสมือนการใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องดูพฤติกรรมและการตัดสินใจของหน่วยเศรษฐกิจแต่ละหน่วย ไม่ว่าจะเป็นบุคคลคนเดียว, หนึ่งครัวเรือน, หรือบริษัทแห่งหนึ่ง หัวใจสำคัญของจุลภาคคือการทำความเข้าใจว่าหน่วยเศรษฐกิจเหล่านี้จัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างไร เพื่อตอบสนองความต้องการที่ไม่จำกัดของตนเอง</p>
<p>ประเด็นหลักที่เศรษฐศาสตร์จุลภาคให้ความสนใจ ได้แก่:</p>
<ul>
<li><strong>อุปสงค์และอุปทาน (Supply and Demand):</strong> กลไกการกำหนดราคาสินค้าและบริการในตลาด เกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างความต้องการซื้อของผู้บริโภคและปริมาณสินค้าที่ผู้ผลิตต้องการขาย</li>
<li><strong>ทฤษฎีพฤติกรรมผู้บริโภค:</strong> ศึกษาว่าผู้บริโภคตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและบริการอะไร ด้วยงบประมาณเท่าไหร่ เพื่อให้ได้ความพึงพอใจสูงสุด</li>
<li><strong>ทฤษฎีการผลิตและต้นทุน:</strong> วิเคราะห์ว่าผู้ผลิตหรือบริษัทตัดสินใจอย่างไรว่าจะผลิตอะไร, ผลิตเท่าไหร่, และใช้ปัจจัยการผลิตอะไรบ้างเพื่อให้ได้กำไรสูงสุด</li>
<li><strong>โครงสร้างตลาด:</strong> ศึกษาลักษณะการแข่งขันในตลาดต่างๆ เช่น ตลาดแข่งขันสมบูรณ์, ตลาดผูกขาด, หรือตลาดผู้ขายน้อยราย ซึ่งส่งผลต่อการกำหนดราคาและปริมาณการผลิต</li>
</ul>
<p>ตัวอย่างคำถามในมุมมองของเศรษฐศาสตร์จุลภาค เช่น ทำไมราคาของ iPhone รุ่นใหม่ถึงตั้งไว้ที่ราคานี้? ร้านกาแฟควรจ้างพนักงานเพิ่มหรือไม่? หรือการที่รัฐบาลขึ้นภาษีบุหรี่จะส่งผลต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของคนอย่างไร?</p>
<h2>เศรษฐศาสตร์มหภาค (Macroeconomics): มองไกล เห็นภาพรวม</h2>
<p>ในทางกลับกัน เศรษฐศาสตร์มหภาค คือการมองภาพเศรษฐกิจในมุมกว้าง เปรียบเหมือนการมองจากดาวเทียมลงมายังโลก เพื่อศึกษาพฤติกรรมและผลการดำเนินงานของเศรษฐกิจทั้งระบบในระดับประเทศหรือระดับโลก เศรษฐศาสตร์มหภาคจะสนใจตัวแปรรวมขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อประชากรทั้งประเทศ</p>
<p>ประเด็นหลักที่เศรษฐศาสตร์มหภาคให้ความสนใจ ได้แก่:</p>
<ul>
<li><strong>ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP):</strong> มูลค่ารวมของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ผลิตขึ้นในประเทศในช่วงเวลาหนึ่ง เป็นตัวชี้วัดการเติบโตทางเศรษฐกิจ</li>
<li><strong>อัตราเงินเฟ้อ (Inflation):</strong> การเพิ่มขึ้นของระดับราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไป ซึ่งส่งผลต่ออำนาจซื้อของประชาชน การที่ <a href="https://www.bangkoktoday.net/uk-inflation-slows-to-3-2-percent-november-rate-cut-pressure/" target="_blank">เงินเฟ้ออังกฤษชะลอตัว</a> อาจเป็นสัญญาณให้ธนาคารกลางพิจารณาลดดอกเบี้ยได้</li>
<li><strong>อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate):</strong> สัดส่วนของประชากรในวัยทำงานที่ไม่มีงานทำแต่กำลังหางานอยู่ เป็นตัวชี้วัดความแข็งแกร่งของตลาดแรงงาน</li>
<li><strong>นโยบายการเงินและการคลัง (Monetary and Fiscal Policy):</strong> เครื่องมือของรัฐบาลและธนาคารกลางในการบริหารจัดการเศรษฐกิจ เช่น การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย การเปลี่ยนแปลงอัตราภาษี และการใช้จ่ายภาครัฐ</li>
</ul>
<p>ตัวอย่างคำถามในมุมมองของเศรษฐศาสตร์มหภาค เช่น ทำไมเศรษฐกิจไทยปีนี้ถึงเติบโตช้ากว่าที่คาด? นโยบายแจกเงินดิจิทัลของรัฐบาลจะส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อหรือไม่? หรือการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยจะส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทอย่างไร?</p>
<h2>ตารางเปรียบเทียบ Microeconomics vs Macroeconomics</h2>
<p>เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เราสามารถสรุปประเด็นเปรียบเทียบระหว่างเศรษฐศาสตร์จุลภาคและมหภาคได้ดังตารางต่อไปนี้</p>
<div class="content-table-wrap">
<table class="table table-bordered content-table">
<thead>
<tr>
<th>หัวข้อเปรียบเทียบ</th>
<th>เศรษฐศาสตร์จุลภาค (Microeconomics)</th>
<th>เศรษฐศาสตร์มหภาค (Macroeconomics)</th>
</tr>
</thead>
<tbody>
<tr>
<td><strong>หน่วยในการศึกษา</strong></td>
<td>บุคคล, ครัวเรือน, บริษัท, อุตสาหกรรม</td>
<td>ประเทศ, เศรษฐกิจโลก</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>ขอบเขต</strong></td>
<td>การตัดสินใจของแต่ละหน่วยเศรษฐกิจ</td>
<td>ภาพรวมของทั้งระบบเศรษฐกิจ</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>ตัวแปรที่สนใจ</strong></td>
<td>ราคา, ปริมาณ, อุปสงค์, อุปทานของสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่ง</td>
<td>GDP, เงินเฟ้อ, การว่างงาน, ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>เป้าหมายหลัก</strong></td>
<td>การจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ, การกำหนดราคา</td>
<td>การเติบโตทางเศรษฐกิจ, เสถียรภาพด้านราคา, การจ้างงานเต็มที่</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>เครื่องมือวิเคราะห์</strong></td>
<td>ทฤษฎีราคา, ทฤษฎีพฤติกรรมผู้บริโภค</td>
<td>นโยบายการเงิน, นโยบายการคลัง</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<h2>ทำไมเราต้องเข้าใจทั้งสองอย่าง?</h2>
<p>แม้ว่าจุลภาคและมหภาคจะมองเศรษฐกิจจากคนละมุม แต่ทั้งสองศาสตร์กลับมีความสัมพันธ์และเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง การเปลี่ยนแปลงในระดับมหภาคย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อการตัดสินใจในระดับจุลภาค และในทางกลับกัน การตัดสินใจของหน่วยย่อยจำนวนมากรวมกันก็สามารถขับเคลื่อนหรือเปลี่ยนแปลงทิศทางของเศรษฐกิจมหภาคได้</p>
<p>ตัวอย่างเช่น เมื่อธนาคารกลางประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ย (มหภาค) ย่อมส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจและครัวเรือนสูงขึ้น (จุลภาค) บริษัทอาจชะลอการลงทุน ขณะที่ประชาชนอาจตัดสินใจเลื่อนการซื้อบ้านหรือรถยนต์ออกไป ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เมื่อรวมกันแล้ว ก็จะส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวม (มหภาค) ชะลอตัวลงได้</p>
<p>ในทางกลับกัน หากมีนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้น (จุลภาค) ที่ช่วยให้บริษัทต่างๆ ลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างมหาศาล ก็อาจนำไปสู่การเติบโตของผลผลิตโดยรวมของประเทศ (มหภาค) ได้เช่นกัน ดังนั้น การมีความรู้ทั้งสองด้านจะช่วยให้คุณสามารถ <a href="https://www.bangkoktoday.net/how-to-save-money-on-low-salary-effectively/" target="_blank">วางแผนการเงิน</a> และการลงทุนได้อย่างรอบด้านมากขึ้น เข้าใจว่านโยบายของรัฐจะกระทบกับเราอย่างไร และมองเห็นโอกาสหรือความเสี่ยงจากภาพรวมเศรษฐกิจได้ชัดเจนขึ้น</p>
<p>สรุปแล้ว เศรษฐศาสตร์จุลภาคและมหภาคไม่ใช่เรื่องที่แยกขาดจากกัน แต่เป็นสองมุมมองที่ช่วยเติมเต็มซึ่งกันและกันในการทำความเข้าใจโลกเศรษฐกิจที่ซับซ้อน การแยกแยะประเด็นให้ออกก่อนอ่านข่าว จะทำให้คุณไม่สับสนและสามารถตีความสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ</p>
<h2>คำถามที่พบบ่อย (FAQ)</h2>
<h3>เศรษฐศาสตร์จุลภาคกับมหภาค อันไหนสำคัญกว่ากัน?</h3>
<p>ไม่สามารถบอกได้ว่าอันไหนสำคัญกว่ากัน เพราะทั้งสองแขนงมีความสำคัญในตัวเองและช่วยเสริมความเข้าใจซึ่งกันและกัน จุลภาคช่วยให้เข้าใจการตัดสินใจในระดับบุคคลและธุรกิจ ในขณะที่มหภาคช่วยให้เห็นภาพใหญ่และผลกระทบจากนโยบาย การมีความรู้ทั้งสองด้านจึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด</p>
<h3>การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางเป็นเรื่องของ Micro หรือ Macro?</h3>
<p>เป็นเรื่องของเศรษฐศาสตร์มหภาค (Macroeconomics) โดยตรง เพราะอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นเครื่องมือของนโยบายการเงินที่ส่งผลกระทบต่อทั้งระบบเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนการกู้ยืม, อัตราเงินเฟ้อ, และการลงทุนโดยรวมของประเทศ</p>
<h3>การตัดสินใจขึ้นราคาน้ำอัดลมของบริษัท A ถือเป็นเรื่องของเศรษฐศาสตร์แขนงไหน?</h3>
<p>เป็นการตัดสินใจในระดับเศรษฐศาสตร์จุลภาค (Microeconomics) เพราะเป็นการพิจารณาเรื่องต้นทุน, อุปสงค์ของผู้บริโภคที่มีต่อสินค้าของตน, และสภาวะการแข่งขันในตลาดน้ำอัดลม ซึ่งเป็นการตัดสินใจของหน่วยธุรกิจเดียว</p>
<h3>เราสามารถใช้ความรู้ Micro และ Macro ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร?</h3>
<p>เราใช้ความรู้จุลภาคในการตัดสินใจเรื่องการเงินส่วนบุคคล เช่น การทำงบประมาณรายรับรายจ่าย การเลือกว่าจะใช้เงินไปกับอะไรเพื่อให้คุ้มค่าที่สุด ส่วนความรู้มหภาคช่วยให้เราเข้าใจข่าวเศรษฐกิจ เช่น ทำไมข้าวของถึงแพงขึ้น (เงินเฟ้อ) หรือทิศทางดอกเบี้ยเป็นอย่างไร เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนหรือการขอสินเชื่อ</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คสช. ไฟเขียวงบ 3 ล้านล้าน ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ ดำเนินการ 2558-2565</title>
		<link>https://www.bangkoktoday.net/biz-news-06-2557/</link>
					<comments>https://www.bangkoktoday.net/biz-news-06-2557/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[บางกอกทูเดย์ทีม]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 13 Jun 2014 02:01:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวเศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[คสช.]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[โครงสร้างพื้นฐาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkoktoday.net/?p=3825</guid>

					<description><![CDATA[ข่าวเศรษฐกิจที่น่าจับตามมอง ที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างมาก  คสช. ไฟเขียว งบ 3 ล้านล้านบาท ลงทุนโครงส...]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #0000ff;"><span style="color: #ff6600;"><strong>ข่าวเศรษฐกิจที่น่าจับตามมอง ที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างมาก  คสช. ไฟเขียว งบ 3 ล้านล้านบาท</strong> </span>ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ ย้ำชัดยังไม่ทำไฮสปีดเทรนเพราะไม่ได้จำเป็นเร่งด่วน ระยะเวลาดำเนินโครงการระหว่างปี 2558-2565</span><span id="more-3825"></span></p>
<div class="det-news-detail" style="color: #666666;">
<p style="font-weight: inherit; font-style: inherit;">นายสมชัย ศิริวัฒนโชค ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมนำเสนอแผนยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนส่งของประเทศ ต่อพล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแผนยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนส่งของประเทศวงเงิน3 ล้านล้านบาท ระยะเวลาดำเนินโครงการระหว่างปี 2558-2565 ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ แต่ขอให้ตัดโครงการรถไฟความเร็วสูงออกจากแผนไปก่อน เนื่องจากที่ประชุมพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่ใช่โครงการจำเป็นเร่งด่วน ทั้งนี้มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมกลับไปหารือร่วมกับกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาแหล่งเงินทุนที่จะนำไปใช้ในการดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จภายในสัปดาห์หน้า และนำกลับมาเสนอให้พล.อ.อ.ประจิน พิจารณาอีกครั้งก่อนวันที่ 19 มิ.ย.นี้ ซึ่งแผนการใช้เงินต้องมีการระบุรายละเอียดการใช้เงินแต่ละปีชัดเจน ทั้งนี้สำหรับโครงการที่นำเสนอส่วนใหญ่เน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นด้านคมนาคมขนส่ง เช่น รถไฟทางคู่ รถไฟฟ้า 10 สาย การปรับปรุงทางหลวงแผ่นดินของกรมทางหลวง (ทล.) ถนนลาดยางของกรมทางหลวงชนบท (ทช.) และการก่อสร้างท่าเทียบเรือและการขุดลอกร่องน้ำ</p>
<p style="font-weight: inherit; font-style: inherit;">นอกจากนี้ ด้านนายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร หรือ สนข .กล่าวว่า ยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนส่งของไทย นั้นจะใช้ยุทธศาสตร์เชิงนโยบายในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมีระยะเวลาดำเนินการในปี 2558-2565 กรอบวงเงินลงทุนรวมทั้งสิ้นประมาณ 3 ล้านล้านบาท ซึ่งจะเพิ่มจากแผนเดิมที่รัฐบาลชุดที่แล้วจะดำเนินการในพ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท เนื่องจากแผนยุทธศาสตร์นี้ จะถือเป็นแผนแม่บทที่มีโครงการรวม ทั้งทางราง ทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ จากเดิมที่ไม่ได้ใส่โครงการทางอากาศไว้ ส่วนการลงทุนนั้น หน่วยรัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่จะสามารถใช้เงินลงทุนของตัวเองได้ ดังนั้นในส่วนโครงการที่เป็นของหน่วยงานราชการนั้นหลังจาก คสช.พิจารณาแล้วจะต้องหารือกับทางสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลังเพื่อจัดสรรงบประมาณ อีกครั้ง โดยกระทรวงคมนาคมได้จัดแผนออกเป็น 5 ยุทธศาสตรหลัก</p>
</div>
<p>นาย สมชัย ศิริวัฒนโชค ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมนำเสนอแผนยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนส่งของ ประเทศ ต่อพล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแผนยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนส่งของประเทศวง เงิน3 ล้านล้านบาท ระยะเวลาดำเนินโครงการระหว่างปี 2558-2565 ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ แต่ขอให้ตัดโครงการรถไฟความเร็วสูงออกจากแผนไปก่อน เนื่องจากที่ประชุมพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่ใช่โครงการจำเป็นเร่งด่วน ทั้งนี้มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมกลับไปหารือร่วมกับกระทรวงการคลังเพื่อ พิจารณาแหล่งเงินทุนที่จะนำไปใช้ในการดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จภายใน สัปดาห์หน้า และนำกลับมาเสนอให้พล.อ.อ.ประจิน พิจารณาอีกครั้งก่อนวันที่ 19 มิ.ย.นี้ ซึ่งแผนการใช้เงินต้องมีการระบุรายละเอียดการใช้เงินแต่ละปีชัดเจน ทั้งนี้สำหรับโครงการที่นำเสนอส่วนใหญ่เน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นด้านคมนาคมขนส่ง เช่น รถไฟทางคู่ รถไฟฟ้า 10 สาย การปรับปรุงทางหลวงแผ่นดินของกรมทางหลวง (ทล.) ถนนลาดยางของกรมทางหลวงชนบท (ทช.) และการก่อสร้างท่าเทียบเรือและการขุดลอกร่องน้ำ</p>
<p>นอกจากนี้ ด้านนายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร หรือ สนข .กล่าวว่า ยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนส่งของไทย นั้นจะใช้ยุทธศาสตร์เชิงนโยบายในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมีระยะเวลาดำเนิน การในปี 2558-2565 กรอบวงเงินลงทุนรวมทั้งสิ้นประมาณ 3 ล้านล้านบาท ซึ่งจะเพิ่มจากแผนเดิมที่รัฐบาลชุดที่แล้วจะดำเนินการในพ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท เนื่องจากแผนยุทธศาสตร์นี้ จะถือเป็นแผนแม่บทที่มีโครงการรวม ทั้งทางราง ทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ จากเดิมที่ไม่ได้ใส่โครงการทางอากาศไว้ ส่วนการลงทุนนั้น หน่วยรัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่จะสามารถใช้เงินลงทุนของตัวเองได้   ดังนั้นในส่วนโครงการที่เป็นของหน่วยงานราชการนั้นหลังจาก คสช.พิจารณาแล้วจะต้องหารือกับทางสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลังเพื่อจัดสรรงบประมาณ อีกครั้ง โดยกระทรวงคมนาคมได้จัดแผนออกเป็น 5 ยุทธศาสตรหลัก</p>
<p>ขอบคุณที่มา innnews.co.th</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.bangkoktoday.net/biz-news-06-2557/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
