<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" >

<channel>
	<title>ความสัมพันธ์ &#8211; BANGKOK TODAY</title>
	<atom:link href="https://www.bangkoktoday.net/tag/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b9%8c/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.bangkoktoday.net</link>
	<description>ข่าวธุรกิจโลก การเงิน และการลงทุน — พร้อมมุมมองเทคยุคดิจิทัล</description>
	<lastBuildDate>Mon, 22 Dec 2025 15:43:17 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>

<image>
	<url>https://www.bangkoktoday.net/wp-content/uploads/2025/12/cropped-BANGKOK-today-logofavicon-1-1-32x32.webp</url>
	<title>ความสัมพันธ์ &#8211; BANGKOK TODAY</title>
	<link>https://www.bangkoktoday.net</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>Love Language คืออะไร แบบทดสอบภาษารักเพื่อเข้าใจคู่ชีวิต</title>
		<link>https://www.bangkoktoday.net/what-is-love-language-test-understand-partner/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[บางกอกทูเดย์ทีม]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 22 Dec 2025 15:43:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ไลฟ์สไตล์ & สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[Love Language]]></category>
		<category><![CDATA[ความสัมพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[จิตวิทยาความรัก]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษารัก]]></category>
		<category><![CDATA[แกรี่ แชปแมน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.bangkoktoday.net/?p=15023</guid>

					<description><![CDATA[เคยรู้สึกไหมว่าทุ่มเทความรักให้คนรักไปมากมาย แต่เขากลับไม่เคยรับรู้? ปัญหานี้อาจไม่ได้เกิดจากความรั...]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class='lead'>เคยรู้สึกไหมว่าทุ่มเทความรักให้คนรักไปมากมาย แต่เขากลับไม่เคยรับรู้? ปัญหานี้อาจไม่ได้เกิดจากความรักที่น้อยลง แต่อาจเป็นเพราะเรากำลังสื่อสารกันคนละภาษา บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า Love Language คืออะไร และภาษารักทั้ง 5 แบบมีอะไรบ้าง เพื่อเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งและเข้าใจกันมากขึ้น</p>
<div class='highlight-box'>
<h3>Key takeaways</h3>
<ul>
<li>Love Language หรือ ภาษารัก คือทฤษฎีที่อธิบายวิธีที่คนเราแสดงออกและรับรู้ความรัก 5 รูปแบบหลัก</li>
<li>ภาษารักทั้ง 5 แบบ ได้แก่ การใช้คำพูด (Words of Affirmation), การใช้เวลาร่วมกัน (Quality Time), การรับของขวัญ (Receiving Gifts), การช่วยเหลือ (Acts of Service) และการสัมผัส (Physical Touch)</li>
<li>การเข้าใจภาษารักของตนเองและคู่รัก ช่วยลดความขัดแย้ง สร้างความรู้สึกอบอุ่นใจ และทำให้ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น</li>
<li>เราสามารถค้นหาภาษารักของตัวเองได้จากการสังเกตพฤติกรรมและความรู้สึกของตนเองเมื่อได้รับความรักในรูปแบบต่างๆ</li>
</ul>
</div>
<h2>Love Language คืออะไร ทำไมถึงสำคัญต่อความสัมพันธ์</h2>
<p>แนวคิดเรื่อง Love Language หรือ ภาษารัก ถูกนำเสนอโดย ดร. แกรี่ แชปแมน (Dr. Gary Chapman) ที่ปรึกษาด้านชีวิตสมรสและผู้เขียนหนังสือ &#8216;The 5 Love Languages&#8217; เขากล่าวว่าคนเรามีวิธีการแสดงออกและรับรู้ความรักที่แตกต่างกันไป เปรียบเสมือนการพูดคนละภาษา การที่เราพยายามแสดงความรักในภาษาของเรา อาจไม่สามารถสื่อไปถึงคนรักได้ หากนั่นไม่ใช่ภาษาที่เขาเข้าใจ</p>
<p>การทำความเข้าใจว่า Love Language คืออะไรจึงเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี เพราะมันช่วยให้เราสามารถ &#8216;พูด&#8217; ภาษาที่ถูกต้องกับคนรัก ทำให้พวกเขารู้สึกว่าได้รับความรักอย่างแท้จริง และในทางกลับกัน เราก็สามารถบอกให้คนรักรู้ได้ว่าเราต้องการความรักในรูปแบบไหน ซึ่งจะช่วยลดความเข้าใจผิด ความน้อยใจ และความขัดแย้งที่ไม่จำเป็นในระยะยาว</p>
<h2>เจาะลึกภาษารัก 5 แบบ (The 5 Love Languages)</h2>
<p>ตามทฤษฎีของ ดร. แชปแมน ภาษารักหลักๆ มีอยู่ 5 รูปแบบ ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะมีภาษารักหลัก 1-2 แบบที่โดดเด่นกว่าแบบอื่น มาดูกันว่าแต่ละแบบเป็นอย่างไร</p>
<h3>1. Words of Affirmation (การบอกรักด้วยคำพูด)</h3>
<p>สำหรับคนที่มีภาษารักแบบนี้ คำพูดมีความหมายอย่างยิ่ง พวกเขาจะรู้สึกเป็นที่รักเมื่อได้ยินคำชื่นชม คำให้กำลังใจ คำขอบคุณ หรือคำพูดยืนยันความรู้สึกดีๆ การบอกรักตรงๆ อย่าง &#8216;ฉันรักคุณ&#8217; หรือ &#8216;คุณเก่งมาก&#8217; มีพลังมหาศาล ในทางกลับกัน คำพูดดูถูกหรือวิจารณ์ในแง่ลบก็สามารถสร้างบาดแผลในใจให้พวกเขาได้อย่างรุนแรงเช่นกัน</p>
<ul>
<li><strong>ตัวอย่าง:</strong> การส่งข้อความให้กำลังใจในตอนเช้า, กล่าวชมเชยเมื่อเขาทำอะไรสำเร็จ, พูดขอบคุณสำหรับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เขาทำให้</li>
</ul>
<h3>2. Acts of Service (การแสดงออกด้วยการกระทำ)</h3>
<p>&#8216;การกระทำสำคัญกว่าคำพูด&#8217; คือคติประจำใจของคนกลุ่มนี้ พวกเขาจะรู้สึกถึงความรักผ่านการช่วยเหลือดูแล การลงมือทำสิ่งต่างๆ ให้โดยที่ไม่ต้องร้องขอ การกระทำเหล่านี้สื่อว่า &#8216;ฉันใส่ใจและพร้อมที่จะแบ่งเบาภาระของคุณ&#8217; การไม่รักษาสัญญาหรือความเกียจคร้านอาจทำให้พวกเขารู้สึกว่าไม่ได้รับความรักหรือไม่สำคัญ</p>
<ul>
<li><strong>ตัวอย่าง:</strong> ช่วยล้างจานหลังมื้ออาหาร, เติมน้ำมันรถให้, อาสาไปรับส่ง หรือช่วยดูแลงานบ้านเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเหนื่อย</li>
</ul>
<h3>3. Receiving Gifts (การแสดงความรักด้วยของขวัญ)</h3>
<p>ภาษารักแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นคนวัตถุนิยม แต่ของขวัญคือสัญลักษณ์ที่จับต้องได้ของความรักและความคิดถึง สำหรับพวกเขา ของขวัญแสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายนึกถึงและใส่ใจในรายละเอียด ไม่ว่าของชิ้นนั้นจะเล็กหรือใหญ่ ราคาถูกหรือแพง สิ่งสำคัญคือความตั้งใจที่อยู่เบื้องหลัง การลืมวันสำคัญหรือการให้ของขวัญแบบขอไปทีอาจทำให้พวกเขารู้สึกเสียใจได้</p>
<ul>
<li><strong>ตัวอย่าง:</strong> ซื้อขนมที่เขาชอบมาฝาก, ให้ของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ในโอกาสพิเศษ, หรือแม้แต่การเด็ดดอกไม้ข้างทางมาให้ก็สร้างความประทับใจได้</li>
</ul>
<h3>4. Quality Time (การใช้เวลาร่วมกันอย่างมีคุณภาพ)</h3>
<p>คนที่มีภาษารักแบบนี้ต้องการความสนใจอย่างเต็มที่จากคนรัก การใช้เวลาร่วมกันในที่นี้หมายถึงการทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยกันโดยไม่มีสิ่งรบกวน เช่น การปิดโทรศัพท์แล้วนั่งคุยกัน การไปเดินเล่น หรือการทำอาหารด้วยกัน สิ่งสำคัญคือการมีสมาธิจดจ่ออยู่กับอีกฝ่ายอย่างแท้จริง การถูกเมินเฉยหรือการที่คนรักเล่นโทรศัพท์ขณะอยู่ด้วยกันจะทำให้พวกเขารู้สึกเหงาและไร้ความหมาย</p>
<ul>
<li><strong>ตัวอย่าง:</strong> นั่งคุยเรื่องราวในแต่ละวันโดยไม่ดูทีวี, วางแผนไปเที่ยวพักผ่อนด้วยกัน, หรือเพียงแค่นั่งจิบกาแฟและมองหน้ากัน</li>
</ul>
<p><a href='https://www.bangkoktoday.net/what-is-digital-detox-reduce-phone-addiction-improve-focus/' rel='noopener'>อ่านเพิ่ม: Digital Detox คืออะไร วิธีทำให้ลดติดมือถือและโฟกัสขึ้น</a></p>
<h3>5. Physical Touch (การสัมผัสทางกาย)</h3>
<p>การสัมผัสเป็นภาษารักที่ทรงพลังสำหรับคนกลุ่มนี้ การกอด การจับมือ การลูบหลัง หรือการสัมผัสทางกายอื่นๆ ทำให้พวกเขารู้สึกปลอดภัย อบอุ่น และเชื่อมโยงกับคนรักได้อย่างลึกซึ้ง การสัมผัสไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องเพศเสมอไป แต่เป็นการแสดงความรักและความใกล้ชิดในชีวิตประจำวัน การขาดการสัมผัสหรือการถูกปฏิเสธการสัมผัสอาจทำให้พวกเขารู้สึกห่างเหินและไม่เป็นที่รัก</p>
<ul>
<li><strong>ตัวอย่าง:</strong> การโอบไหล่เมื่อเดินด้วยกัน, การกอดทักทายและบอกลา, การจับมือขณะดูหนัง</li>
</ul>
<h2>วิธีค้นหาภาษารักของตัวเองและคนรัก (แบบทดสอบอย่างง่าย)</h2>
<p>แม้จะมีแบบทดสอบออนไลน์มากมาย แต่คุณสามารถค้นพบภาษารักของตัวเองและคู่รักได้ง่ายๆ ด้วยการลองตอบคำถามเหล่านี้:</p>
<ul>
<li><strong>คุณแสดงความรักต่อผู้อื่นอย่างไร?</strong> วิธีที่เราแสดงความรักต่อคนอื่น มักจะเป็นวิธีที่เราอยากได้รับความรักเช่นกัน</li>
<li><strong>คุณรู้สึกเจ็บปวดที่สุดเมื่อคนรักทำอะไร?</strong> สิ่งที่ตรงกันข้ามกับภาษารักของคุณ มักจะเป็นสิ่งที่ทำให้คุณเสียใจมากที่สุด เช่น ถ้าคุณเจ็บปวดกับการถูกวิจารณ์ ภาษารักของคุณอาจเป็น Words of Affirmation</li>
<li><strong>คุณร้องขออะไรจากคนรักบ่อยที่สุด?</strong> ลองสังเกตว่าคุณมักจะขอให้เขา &#8216;กอดหน่อย&#8217; &#8216;ไปเที่ยวกันนะ&#8217; หรือ &#8216;ช่วยทำ&#8230;ให้หน่อย&#8217; หรือไม่ สิ่งเหล่านี้คือคำใบ้ที่สำคัญ</li>
<li><strong>สังเกตพฤติกรรมของคนรัก:</strong> ลองดูว่าเขาแสดงความรักต่อคุณและคนรอบข้างอย่างไร เขามักจะซื้อของมาฝาก (Receiving Gifts) หรือชอบเข้ามาช่วยคุณทำงานบ้าน (Acts of Service) บ่อยๆ หรือเปล่า</li>
</ul>
<p>การสื่อสารกันโดยตรงคือวิธีที่ดีที่สุด ลองพูดคุยกันถึงหัวข้อนี้อย่างเปิดอก และแลกเปลี่ยนกันว่าอะไรที่ทำให้แต่ละฝ่ายรู้สึกว่าได้รับความรักมากที่สุด การทำความเข้าใจซึ่งกันและกันอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่งในความสัมพันธ์</p>
<p><a href='https://www.bangkoktoday.net/what-is-toxic-people-how-to-deal-with-in-workplace/' rel='noopener'>อ่านเพิ่ม: Toxic People คืออะไร วิธีรับมือกับคนเป็นพิษในที่ทำงาน</a></p>
<h2>การดูแลตัวเองก็สำคัญต่อความสัมพันธ์</h2>
<p>นอกจากการเข้าใจภาษารักของกันและกันแล้ว การดูแลสุขภาพกายและใจของตัวเองให้ดีก็เป็นรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์ที่แข็งแรง เมื่อเรามีความสุขและสมดุลจากภายใน เราก็พร้อมที่จะมอบพลังงานบวกให้กับคนรักได้มากขึ้น การใส่ใจสุขภาพจึงเปรียบเสมือนการแสดงความรักต่อตัวเองและคู่รักไปพร้อมกัน</p>
<p><a href='https://www.bangkoktoday.net/what-is-office-syndrome-stretching-exercises-pain-relief/' rel='noopener'>อ่านเพิ่ม: ออฟฟิศซินโดรม คืออะไร พร้อมท่ายืดเหยียดแก้อาการปวด</a><a href='https://www.bangkoktoday.net/what-is-if-intermittent-fasting-schedule-beginners/' rel='noopener'>อ่านเพิ่ม: IF คืออะไร แจกตารางกิน Intermittent Fasting สำหรับมือใหม่</a></p>
<h2>คำถามที่พบบ่อย (FAQ)</h2>
<h3>คนเรามีภาษารักได้มากกว่าหนึ่งแบบหรือไม่?</h3>
<p>ใช่ คนส่วนใหญ่จะมีภาษารักหลัก (Primary Love Language) หนึ่งอย่าง และมีภาษารักรอง (Secondary Love Language) อีกหนึ่งอย่าง การเข้าใจทั้งสองแบบจะช่วยให้การสื่อสารความรักสมบูรณ์ยิ่งขึ้น</p>
<h3>ถ้าภาษารักของคู่เราไม่ตรงกันเลย จะทำอย่างไร?</h3>
<p>เป็นเรื่องปกติที่คู่รักจะมีภาษารักต่างกัน สิ่งสำคัญไม่ใช่การมีภาษาเดียวกัน แต่คือการเรียนรู้ที่จะ &#8216;พูด&#8217; ภาษาของอีกฝ่าย และสื่อสารให้เขารู้ว่าเราต้องการอะไร การปรับตัวและเรียนรู้ซึ่งกันและกันคือหัวใจสำคัญของความสัมพันธ์</p>
<h3>ภาษารักสามารถเปลี่ยนแปลงได้ไหม?</h3>
<p>ภาษารักสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามช่วงวัยและประสบการณ์ชีวิต เช่น ในช่วงที่เหนื่อยล้าจากการทำงาน ภาษารักอาจจะเอนเอียงไปทาง Acts of Service มากขึ้น การหมั่นสังเกตและพูดคุยกันอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งจำเป็น</p>
<h3>การเข้าใจภาษารักใช้ได้กับความสัมพันธ์อื่นนอกจากคู่รักหรือไม่?</h3>
<p>แน่นอน ทฤษฎีภาษารักสามารถนำไปปรับใช้ได้กับทุกความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน หรือเพื่อนร่วมงาน การเข้าใจวิธีที่คนรอบข้างรับรู้ความรักและความปรารถนาดี จะช่วยให้เราสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับทุกคนได้</p>
<h2>สรุป</h2>
<p>การทำความเข้าใจว่า Love Language คืออะไรและภาษารักทั้ง 5 แบบเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้เราสื่อสารความรักได้ดีขึ้น ไม่ใช่กฎเกณฑ์ที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด หัวใจสำคัญที่สุดของทุกความสัมพันธ์คือความใส่ใจ ความพยายามที่จะเข้าใจซึ่งกันและกัน และการสื่อสารอย่างเปิดอก ขอเพียงมีความรักและความตั้งใจที่ดี การเรียนรู้ภาษาของกันและกันก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไปเลย</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การเชื่อมโยงกับเด็ก ๆ ผ่านงานอดิเรกและความสนใจ</title>
		<link>https://www.bangkoktoday.net/connecting-with-kids-through-hobbies/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 01 Dec 2025 05:16:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[สรุปข่าวเด่น]]></category>
		<category><![CDATA[การเลี้ยงดู]]></category>
		<category><![CDATA[ครอบครัว]]></category>
		<category><![CDATA[ความสัมพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[งานอดิเรก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.bangkoktoday.net/connecting-with-kids-through-hobbies/</guid>

					<description><![CDATA[การเติบโตของลูก ๆ ทำให้ต้องปรับตัว เมื่อเวลาผ่านไป ลูก ๆ ของฉันเติบโตขึ้นและฉันเริ่มกังวลเกี่ยวกับก...]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2>การเติบโตของลูก ๆ ทำให้ต้องปรับตัว</h2>
<p>เมื่อเวลาผ่านไป ลูก ๆ ของฉันเติบโตขึ้นและฉันเริ่มกังวลเกี่ยวกับการสูญเสียพวกเขาไปสู่โลกภายนอก การหาสิ่งที่พวกเขาสนใจช่วยให้เราสามารถเชื่อมโยงกันได้มากขึ้น</p>
<ul>
<li>ฉันเป็นแม่ของลูกสี่คน และเมื่อเด็ก ๆ เติบโตขึ้น ฉันต้องปรับความสนใจของตัวเองให้เข้ากับพวกเขา</li>
<li>การปล่อยให้พวกเขาเลือกเพลงในรถยนต์หรือทีวีช่วยเชื่อมโยงเราได้</li>
<li>ฉันได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ร่วมกับพวกเขาและขยายความรู้ของตัวเอง</li>
</ul>
<h2>การปรับตัวเพื่อเชื่อมโยงกับลูก</h2>
<p>ตามที่ลูก ๆ ของฉันเติบโตขึ้น ฉันพยายามที่จะยอมรับการสูญเสียเวลาร่วมกันในแบบที่เป็นธรรมชาติของการเลี้ยงดูเด็ก แม้ว่านี่จะเป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็ยังยากที่จะยอมรับในบางครั้ง</p>
<p>ค่ำคืนที่เคยใช้เวลาดูรายการหรือพูดคุยกันกลับกลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นน้อยลง เมื่อพวกเขาใช้เวลามากขึ้นกับเพื่อน ๆ แทนที่จะอยู่กับฉัน ทำให้ฉันต้องคิดว่าจะยังคงมีความสำคัญในชีวิตของพวกเขาได้อย่างไร</p>
<p>หนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดที่ฉันสามารถรักษาความเชื่อมโยงกับลูก ๆ ได้ คือการปรับความสนใจของตัวเอง</p>
<h2>การยอมรับความสนใจของลูก ๆ</h2>
<p>ไม่ว่าจะเป็นการให้ลูกสาววัยมัธยมปลายของฉันเลือกเพลงในรถยนต์หรือโทรทัศน์ หรือการให้ลูกชายวัยมัธยมต้นเลือกกิจกรรม ฉันต้องมีความยืดหยุ่นและเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ ซึ่งทำให้ฉันได้รู้จักกับเพลงและแนวดนตรีต่าง ๆ</p>
<p>ความหลงใหลใน Zach Bryan และ Noah Kahan ของลูกสาวคนเล็กกลายเป็นความสนใจของฉันเองไปแล้ว ฉันได้เรียนรู้ทุกเพลง และเราเริ่มมีการพูดคุยเกี่ยวกับการไปคอนเสิร์ตครั้งแรกของเธอในปีนี้</p>
<p>นอกจากนี้ ฉันยังเข้าใจภาษาที่คนรุ่นใหม่ใช้ ทำให้ฉันสามารถพูดคุยกับพวกเขาได้อย่างใกล้ชิด และแสดงให้พวกเขาเห็นว่าฉันใส่ใจในสิ่งที่สำคัญกับพวกเขา</p>
<h2>การเรียนรู้ร่วมกัน</h2>
<p>การเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ร่วมกับลูก ๆ ทำให้ฉันค้นพบงานอดิเรกใหม่ ๆ และกลับไปทำสิ่งที่เคยชอบเมื่อก่อน</p>
<p>ลูกชายวัย 12 ปีของฉันมีความสนใจในอวกาศและหวังว่าจะเป็นนักดาราศาสตร์ในอนาคต เราได้ยืมกล้องโทรทรรศน์จากห้องสมุดและเรียนรู้การใช้งานร่วมกัน</p>
<p>ลูกสาวคนโตซึ่งเพิ่งอายุ 19 ปี กำลังศึกษาด้านอาชญาวิทยาเพราะความสนใจในเรื่องจริงที่เกิดขึ้น ฉันได้เรียนรู้ไปพร้อมกับเธอ โดยดูสารคดีและฟังพอดแคสต์ที่เกี่ยวข้อง</p>
<p>ความสนใจในการออกกำลังกายของฉันยังทำให้ฉันเชื่อมโยงกับลูกสาวคนเล็กที่สนใจเล่นเทนนิสและการออกกำลังกาย เรากำลังทำโปรเจคต์สร้างยิมในบ้าน ซึ่งทำให้เรามีเวลาร่วมกันมากขึ้น</p>
<p>การเรียนรู้ร่วมกันและแบ่งปันความสนใจนี้ทำให้ฉันสามารถเชื่อมโยงกับลูก ๆ ได้อย่างมีความหมาย แม้ว่าพวกเขาจะเติบโตขึ้นและมีชีวิตที่แตกต่างออกไป</p>
<p style='font-size:0.85em;color:#888;margin-top:25px'>ขอบคุณข้อมูลจาก: <a href="https://www.businessinsider.com/how-sharing-kids-hobbies-kept-us-close-as-they-grow-2025-11" rel="nofollow noopener" target="_blank">www.businessinsider.com</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>11 red flags : 11 นิสัยทำลายความสัมพันธ์ที่เราไม่ควรปล่อยไว้</title>
		<link>https://www.bangkoktoday.net/11-red-flags/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[FernFor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 13 Sep 2023 10:08:01 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ไลฟ์สไตล์ & สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[11 red flags too watch in yourself]]></category>
		<category><![CDATA[การรักษาความสัมพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[ความสัมพันธ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.bangkoktoday.net/?p=11981</guid>

					<description><![CDATA[11 red flags too watch in yourself : Victor Mong ความสัมพันธ์ที่ดี คือ ความสัมพันธ์ที่ทั้งสองฝ่ายต่...]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>11 red flags too watch in yourself : Victor Mong </strong>ความสัมพันธ์ที่ดี คือ ความสัมพันธ์ที่ทั้งสองฝ่ายต่างรู้สึกมีความสุข อบอุ่น และปลอดภัย ความสัมพันธ์ที่ดีนั้นต้องอาศัยความเข้าใจ การสื่อสารที่ดี และการให้เกียรติซึ่งกันและกัน  ความสัมพันธ์ที่ดีนั้นต้องอาศัยความเข้าใจ การสื่อสารที่ดี และการให้เกียรติซึ่งกันและกัน อย่างไรก็ตาม บางครั้งเราอาจเผลอทำนิสัยบางอย่างที่ทำลายความสัมพันธ์โดยไม่รู้ตัว ต่อไปนี้คือ 11 นิสัยทำลายความสัมพันธ์ที่เราไม่ควรปล่อยไว้ จากการฟัง Podcast สามารถสรุปใจความได้ดังนี้นะคะ</p>
<div class="entry-content-asset videofit"><iframe title="11 นิสัยทำลายความสัมพันธ์ที่เราไม่ควรปล่อยไว้ | 5 Minutes Podcast EP.1608" width="720" height="405" src="https://www.youtube.com/embed/kNglcABGwdg?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe></div>
<p>1. <strong>เรามักจะโมโห/ หงุดหงิดคนที่บอกว่าเราผิดเสมอๆ</strong> ไม่สามารถรับฟัง feedback จากคนอื่นๆได้ ในทางตรงกันข้ามควรจะเปิดรับฟังและขอบคุณ feedback นั้นๆ<br />
2. <strong>พยายามควบคุมชีวิตคนอื่น (Control Freak)</strong> หรือติดตามความเคลื่อนไหวของคนอื่นๆ ตลอดเวลา เช่น เช็คโทรศัพท์มือถือ หรือแม้แต่การพยายามควบคุมสถานการณ์ ความคิดของคนอื่น ซ้ำยังอยากให้ทุกอย่างเป็นไปในแบบที่เราต้องการอีกด้วย<br />
3. <strong>ไม่สนใจ/ เคารพขอบเขตของคนอื่น</strong> อยากให้คนอื่นทำตามใจเรา<br />
4. <strong>รู้สึกว่าขอโทษกับความผิดของตัวเองไม่ได้</strong> หรือทำได้ยากมากๆ หรือทำแบบเสียไม่ได้ ไม่ได้รู้สึกแบบนั้นจริงๆ อาจจะเพราะถูกสังคมกดดันมากกว่า<br />
5. <strong>ไม่รู้สึกขอบคุณกับสิ่งที่คนอื่นทำให้กับเรา</strong> เพราะคิดว่าเป็นสิ่งที่เราสมควรจะได้รับอยู่แล้ว (Take people for granted) ทั้งๆ ที่เขาอาจจะทำให้เพราะเขารัก/ หวังดีกับเรา ถ้าเราไม่เห็นค่าเขาก็อาจจะเลิกทำแบบนั้นกับเราอีกในอนาคต<br />
6. <strong>ต้องการให้ตนเองเป็นศูนย์กลางของความสนใจตลอดเวลา</strong> รับอย่างเดียวและไม่เคยเป็นฝ่ายให้<br />
7. <strong>อยากจะมาก็มา อยากจะไปก็ไป (Ghoster)</strong> แสดงว่าเป็นคนที่ไม่มีความจริงใจ<br />
8.<strong> ไม่รู้จักที่จะปฏิเสธเพราะกลัวคนจะไม่ชอบ/ ไม่รัก</strong><br />
9. <strong>ไม่สามารถหลุดออกจากความคิดลบๆ</strong> ไปได้ คิดถึงเหตุการณืต่างๆ ในแง่ร้ายเสมอๆ<br />
10. <strong>รู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอกับอะไรสักอย่าง (Imposture Syndrome)</strong> ทำให้เราขาดความมั่นใจและสะท้อนออกมาให้เหตุในทุกพฤติกรรม<br />
11.<strong> แคร์/ห่วงความรู้สึกหรือความคิดของคนอื่นมากจนเกินไป</strong> ทั้งๆ ที่สิ่งเหล่านั้นที่อาจจะเป็นแค่ความคิดเห็น (Opinion) เท่านั้น ไม่ควรเก็บมาใส่ใจให้มากจนเกินไป</p>
<p><a href="https://www.bangkoktoday.net/6-toxic-relationship/">ความสัมพันธ์</a>ที่ดีนั้นไม่ใช่สิ่งที่ได้มาง่ายๆ แต่เป็นสิ่งที่ต้องสร้างขึ้นและรักษาไว้ด้วยความรัก ความเอาใจใส่ และความเข้าใจนะคะ</p>
<p>รับฟัง Podcast ดีๆ เพิ่มเติม <a href="https://www.youtube.com/playlist?list=PL82kn57c7yOd9qL8ojkiOSQ_GolNaM2TY" target="_blank" rel="noopener">คลิก</a></p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>6 ความสัมพันธ์ ที่เป็นพิษ คุณกำลังอยู่ในความสัมพันธ์แบบนี้หรือไม่?</title>
		<link>https://www.bangkoktoday.net/6-toxic-relationship/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[FernFor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 05 Sep 2023 08:45:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ไลฟ์สไตล์ & สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[Podcast]]></category>
		<category><![CDATA[Toxic Relationship]]></category>
		<category><![CDATA[ความสัมพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[ความสัมพันธ์ที่ดี]]></category>
		<category><![CDATA[ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.bangkoktoday.net/?p=11926</guid>

					<description><![CDATA[6 ประเภทความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ (Toxic Relationship) คุณกำลังอยู่ในความสัมพันธ์แบบนี้หรือไม่? PODCAS...]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>6 ประเภทความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ (Toxic Relationship) คุณกำลังอยู่ในความสัมพันธ์แบบนี้หรือไม่? </strong>PODCAST นี้ เล่าเรื่องถึง 6 นิสัยความสัมพันธ์ที่ควรหลีกเลี่ยง พร้อมวิธีแก้ไขให้ชีวิตคู่ราบรื่น หลายคนเคยกล่าวไว้ว่า คนที่มีความสุขที่สุดคือคนที่มีความสัมพันธ์กับคนรอบข้างดีที่สุด แต่ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อย ติดกับดักอยู่ในความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ ทำให้ชีวิตไม่มีความสุข ทุกข์ใจ กังวล สูญเสียความมั่นใจ ไม่กล้าเป็นตัวของตัวเอง และท้ายที่สุดก็ส่งผลให้ชีวิตด้านอื่นไม่ Productive ตามไปด้วย เราจะมีดูว่า จะมีนิสัยใดบ้างที่อาจส่งผลกับความสัมพันธ์ในระยะยาว แล้วเราจะรับมือกับเรื่องนั้นอย่างไรนะคะ</p>
<div class="entry-content-asset videofit"><iframe title="6 ประเภทความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ ตัวฉุดชีวิตให้ไม่ Productive | SUPER PRODUCTIVE EP.4" width="720" height="405" src="https://www.youtube.com/embed/AyCW3W47Q2Q?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe></div>
<ol>
<li><strong>scorecard relationship : ความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยการทะเลาะเบาะแว้ง</strong><br />
ความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยการทะเลาะเบาะแว้งนั้นเกิดขึ้นเมื่อคู่ความสัมพันธ์ทะเลาะกันบ่อยครั้ง ทะเลาะกันเพื่อเรื่องเล็กน้อย ทะเลาะกันในเชิงลบ ความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยการทะเลาะเบาะแว้งนั้นอาจทำให้รู้สึกเครียด กังวล และหมดแรง</li>
<li><strong>passive aggressive relationship:ความสัมพันธ์ที่ขาดความเคารพ</strong><br />
ความสัมพันธ์ที่ขาดความเคารพนั้นเกิดขึ้นเมื่อคู่ความสัมพันธ์คนหนึ่งไม่เคารพอีกคน ไม่ยอมพูดตรงๆ​ หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า​หรือพูดตรงๆ​ ต้องคุยกันตรงๆ​ หาทางออกด้วยกัน​ อย่าบังคับโยนคำตอบให้ ความสัมพันธ์ที่ขาดความเคารพนั้นอาจทำให้รู้สึกเจ็บปวด อับอาย และสูญเสียคุณค่าในตนเอง</li>
<li><strong>take a relationship as abuse/ blackmail issued : ความสัมพันธ์ที่ควบคุมมากเกินไป</strong><br />
ความสัมพันธ์ที่ควบคุมมากเกินไปนั้นเกิดขึ้นเมื่อคู่ความสัมพันธ์คนหนึ่งพยายามควบคุมชีวิตของอีกคน ควบคุมความคิด ความรู้สึก และการกระทำของอีกคน ความสัมพันธ์ที่ควบคุมมากเกินไปนั้นอาจทำให้รู้สึกอึดอัด กดดัน และสูญเสียความเป็นตัวเอง</li>
<li><strong>self-centric in relationship : อย่าเอาอารมณ์​เสียไปใส่คนอื่น</strong><br />
ในบางวันนั้น เราอาจจะไปเจอเหตุการณ์ที่แตกต่างกันออกไป บางครั้งส่งผลต่ออารมณ์ของคุณ อาจทำให้รู้สึกโมโห หรือ หงุดหงิด ไม่ว่าจะจากคนรอบข้าง หรือ งานที่ต้องทำในระหว่างวัน เมื่อคุณเผลอไปปล่อยอารมณ์เสียใส่คู่ของคุณ หรือ คนรอบข้างคุณที่คุณอาจจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจนั้น ส่งผลเสียให้กับคนรอบข้างอาจเสียใจ และรู้สึกไม่เข้าใจ จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ</li>
<li><strong>unreliable in relationship :ขี้หึงเกินเหตุ​ต้องเชื่อใจกัน</strong><br />
ความสัมพันธ์ที่ขี้หึงเกินเหตุ​ต้องเชื่อใจกัน อาจจะทำให้คู่ของคุณขาดความเชื่อมั่นในตนเอง และเกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน อันเป็นเหตุให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งตามมา</li>
<li><strong>fixed in relationship : ความสัมพันธ์ที่ขาดการสื่อสาร</strong><br />
ความสัมพันธ์ที่ขาดการสื่อสารนั้นเกิดขึ้นเมื่อคู่ความสัมพันธ์ไม่สื่อสารกัน ไม่พูดคุยกัน หลบหน้า เก็บความรู้สึกไว้ ไม่บอกความต้องการของตัวเอง ความสัมพันธ์ที่ขาดการสื่อสารนั้นอาจทำให้รู้สึกโดดเดี่ยว เข้าใจผิด และเสียใจ</li>
</ol>
<p><strong>ต่อไปนี้เป็นแนวทางในการยุติความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ</strong></p>
<p><strong>พูดคุยกับคู่ความสัมพันธ์</strong><br />
หากเป็นไปได้ ควรพูดคุยกับคู่ความสัมพันธ์เกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้น พยายามหาทางแก้ไขร่วมกัน หากคู่ความสัมพันธ์ไม่ยินยอมที่จะเปลี่ยนแปลง ก็ต้องพิจารณาที่จะยุติความสัมพันธ์นั้น</p>
<p><strong>ขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น</strong><br />
หากไม่สามารถพูดคุยกับคู่ความสัมพันธ์ได้ ก็ควรขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น เช่น เพื่อน ครอบครัว หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต ผู้อื่นอาจให้คำแนะนำและสนับสนุนในการยุติความสัมพันธ์นั้น</p>
<p><strong>เตรียมตัวรับมือกับผลกระทบ</strong><br />
การยุติความสัมพันธ์ที่เป็นพิษนั้นอาจส่งผลกระทบทางอารมณ์และจิตใจได้ จึงควรเตรียมตัวรับมือกับผลกระทบเหล่านั้น เช่น พูดคุยกับเพื่อนหรือครอบครัว หากิจกรรมที่ชอบทำเพื่อผ่อนคลาย ไปพบนักบำบัด เป็นต้น</p>
<p>ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษนั้นสามารถส่งผลกระทบต่อชีวิตได้มากมาย หากพบว่าตัวเองอยู่ในความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ ก็ควรหาทางออกเพื่อยุติความสัมพันธ์นั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ความสัมพันธ์นั้นส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและใจในระยะยาวนะคะ</p>
<p>ฟัง Podcast สาระดี เพิ่มเติม <a href="https://www.youtube.com/@TheStandardPodcast" target="_blank" rel="noopener">คลิก</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
