<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" >

<channel>
	<title>บริหารพอร์ตลงทุน &#8211; BANGKOK TODAY</title>
	<atom:link href="https://www.bangkoktoday.net/tag/%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.bangkoktoday.net</link>
	<description>ข่าวธุรกิจโลก การเงิน และการลงทุน — พร้อมมุมมองเทคยุคดิจิทัล</description>
	<lastBuildDate>Sun, 28 Dec 2025 04:35:55 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>

<image>
	<url>https://www.bangkoktoday.net/wp-content/uploads/2025/12/cropped-BANGKOK-today-logofavicon-1-1-32x32.webp</url>
	<title>บริหารพอร์ตลงทุน &#8211; BANGKOK TODAY</title>
	<link>https://www.bangkoktoday.net</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>Correlation คืออะไร ทำไมสินทรัพย์ดูต่างกันแต่ตกพร้อมกันได้</title>
		<link>https://www.bangkoktoday.net/what-is-correlation-why-assets-fall-together/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 08 Jan 2026 05:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[การเงิน & การลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[Correlation]]></category>
		<category><![CDATA[การกระจายความเสี่ยง]]></category>
		<category><![CDATA[ความสัมพันธ์สินทรัพย์]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าสหสัมพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[บริหารพอร์ตลงทุน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.bangkoktoday.net/?p=15170</guid>

					<description><![CDATA[เคยสงสัยไหมว่าทำไมบางช่วงเวลา หุ้นก็ตก ทองคำก็ร่วง ทั้งที่เป็นสินทรัพย์คนละประเภทกันเลย? คำตอบซ่อนอ...]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class='lead'>เคยสงสัยไหมว่าทำไมบางช่วงเวลา หุ้นก็ตก ทองคำก็ร่วง ทั้งที่เป็นสินทรัพย์คนละประเภทกันเลย? คำตอบซ่อนอยู่ในคำว่า &#8216;Correlation&#8217; หรือค่าสหสัมพันธ์ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่นักลงทุนต้องเข้าใจเพื่อบริหารความเสี่ยงของพอร์ตให้มีประสิทธิภาพ วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่า Correlation คืออะไร และมันทำงานอย่างไรในโลกการลงทุน</p>
<div class='highlight-box'>
<h3>Key takeaways</h3>
<ul>
<li>Correlation หรือ ค่าสหสัมพันธ์ คือค่าสถิติที่ใช้วัดว่าสินทรัพย์สองชนิดเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันหรือตรงข้ามกันมากน้อยเพียงใด</li>
<li>ค่า Correlation มีค่าตั้งแต่ -1 ถึง +1 โดย +1 หมายถึงเคลื่อนไหวตามกันสมบูรณ์, -1 หมายถึงเคลื่อนไหวสวนทางกันสมบูรณ์ และ 0 หมายถึงไม่มีความสัมพันธ์กันเลย</li>
<li>การเข้าใจ Correlation เป็นหัวใจของการกระจายความเสี่ยง (Diversification) เพื่อสร้างพอร์ตการลงทุนที่สมดุลและลดความผันผวนโดยรวม</li>
<li>ในภาวะวิกฤตหรือตลาดตื่นตระหนก (Risk-off) สินทรัพย์หลายประเภทที่มี Correlation ต่ำในภาวะปกติ อาจกลับมามี Correlation สูงและปรับตัวลงพร้อมกันได้</li>
<li>ค่า Correlation ไม่ใช่ค่าคงที่ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาตามปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาคและสภาวะตลาด</li>
</ul>
</div>
<h2>Correlation คืออะไร แบบเข้าใจง่ายที่สุด?</h2>
<p>ลองนึกภาพตามง่ายๆ ครับ ในวันที่อากาศร้อนจัด ยอดขายไอศกรีมมักจะพุ่งสูงขึ้น ในทางกลับกัน ยอดขายเสื้อกันหนาวอาจจะลดลง ความสัมพันธ์ของราคาสินทรัพย์ก็ทำงานคล้ายๆ กันนี้เอง</p>
<p><strong>Correlation หรือ ค่าสหสัมพันธ์</strong> คือ มาตรวัดทางสถิติที่อธิบายว่าราคาสินทรัพย์ตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป มีแนวโน้มที่จะเคลื่อนไหวไปในทิศทางใดเมื่อเทียบกัน โดยจะแสดงผลออกมาเป็นตัวเลขระหว่าง -1 ถึง +1 ซึ่งตัวเลขนี้จะบอกเราถึง &#8216;ระดับ&#8217; และ &#8216;ทิศทาง&#8217; ของความสัมพันธ์นั้นๆ</p>
<p>การเข้าใจเรื่องนี้สำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันช่วยให้นักลงทุนสามารถคาดการณ์เบื้องต้นได้ว่า เมื่อสินทรัพย์หนึ่งในพอร์ตของเรามีราคาขึ้นหรือลง สินทรัพย์อื่นๆ ที่เหลือมีแนวโน้มจะเคลื่อนไหวอย่างไร ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการจัดพอร์ตเพื่อกระจายความเสี่ยงนั่นเอง</p>
<h2>อ่านค่า Correlation อย่างไร? (+1, 0, -1)</h2>
<p>การตีความค่า Correlation นั้นตรงไปตรงมา โดยเราสามารถแบ่งได้เป็น 3 รูปแบบหลักๆ ดังนี้</p>
<h3>1. สหสัมพันธ์เชิงบวก (Positive Correlation: ค่าเข้าใกล้ +1)</h3>
<p>เมื่อค่า Correlation มีค่าเป็นบวกและเข้าใกล้ +1 หมายความว่าสินทรัพย์ทั้งสองชนิดมีแนวโน้มเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันอย่างชัดเจน ถ้าตัวหนึ่งขึ้น อีกตัวก็มักจะขึ้นตาม และถ้าตัวหนึ่งลง อีกตัวก็มักจะลงด้วย</p>
<ul>
<li><strong>ตัวอย่าง:</strong> หุ้นของบริษัท A และบริษัท B ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเดียวกัน เมื่อมีข่าวดีต่ออุตสาหกรรม ราคาหุ้นของทั้งสองบริษัทก็มักจะปรับตัวขึ้นพร้อมกัน</li>
<li><strong>ค่า +1.0:</strong> หมายถึงเคลื่อนไหวตามกันอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งหาได้ยากมากในโลกความเป็นจริง</li>
</ul>
<h3>2. สหสัมพันธ์เชิงลบ (Negative Correlation: ค่าเข้าใกล้ -1)</h3>
<p>เมื่อค่า Correlation มีค่าเป็นลบและเข้าใกล้ -1 หมายความว่าสินทรัพย์ทั้งสองชนิดมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้าม ถ้าตัวหนึ่งขึ้น อีกตัวก็มักจะลง</p>
<ul>
<li><strong>ตัวอย่าง:</strong> โดยทั่วไป ในภาวะเศรษฐกิจปกติ หุ้นมักจะมีความสัมพันธ์เชิงลบกับพันธบัตรรัฐบาลคุณภาพสูง เมื่อนักลงทุนกังวลเรื่องเศรษฐกิจและเทขายหุ้น (ทำให้ราคาหุ้นตก) พวกเขามักจะนำเงินไปซื้อพันธบัตรซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (ทำให้ราคาพันธบัตรสูงขึ้น)</li>
<li><strong>ค่า -1.0:</strong> หมายถึงเคลื่อนไหวสวนทางกันอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งก็หาได้ยากเช่นกัน</li>
</ul>
<h3>3. ไม่มีความสัมพันธ์กัน (Zero Correlation: ค่าเข้าใกล้ 0)</h3>
<p>เมื่อค่า Correlation อยู่ใกล้ๆ 0 หมายความว่าการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์ทั้งสองชนิดนั้นไม่มีความสัมพันธ์ที่ชัดเจนต่อกัน การขึ้นหรือลงของสินทรัพย์ตัวหนึ่ง ไม่ได้บ่งบอกว่าอีกตัวหนึ่งจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางใด</p>
<ul>
<li><strong>ตัวอย่าง:</strong> ราคาหุ้นของบริษัทเทคโนโลยีอาจจะไม่มีความสัมพันธ์ที่ชัดเจนกับราคาสินค้าเกษตรอย่างข้าวโพด</li>
</ul>
<div class='table-responsive'>
<div class="content-table-wrap">
<table class="table content-table">
<thead>
<tr>
<th>ค่า Correlation</th>
<th>ความหมาย</th>
<th>การเคลื่อนไหวของราคา</th>
<th>ตัวอย่าง (โดยทั่วไป)</th>
</tr>
</thead>
<tbody>
<tr>
<td>+0.7 ถึง +1.0</td>
<td>มีความสัมพันธ์เชิงบวกสูงมาก</td>
<td>เคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกันอย่างชัดเจน</td>
<td>หุ้นในดัชนี S&amp;P 500 กับ ดัชนี NASDAQ</td>
</tr>
<tr>
<td>+0.1 ถึง +0.6</td>
<td>มีความสัมพันธ์เชิงบวก</td>
<td>มีแนวโน้มเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกัน</td>
<td>หุ้นกับอสังหาริมทรัพย์</td>
</tr>
<tr>
<td>-0.1 ถึง +0.1</td>
<td>แทบไม่มีความสัมพันธ์กัน</td>
<td>การเคลื่อนไหวไม่เกี่ยวข้องกัน</td>
<td>หุ้นกับงานศิลปะ</td>
</tr>
<tr>
<td>-0.1 ถึง -0.6</td>
<td>มีความสัมพันธ์เชิงลบ</td>
<td>มีแนวโน้มเคลื่อนที่สวนทางกัน</td>
<td>ทองคำกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ</td>
</tr>
<tr>
<td>-0.7 ถึง -1.0</td>
<td>มีความสัมพันธ์เชิงลบสูงมาก</td>
<td>เคลื่อนที่สวนทางกันอย่างชัดเจน</td>
<td>หุ้นกับดัชนีความผันผวน (VIX Index)</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>ทำไม Correlation ถึงสำคัญอย่างยิ่งต่อนักลงทุน?</h2>
<p>หัวใจสำคัญของการใช้ Correlation ในการลงทุนคือ <strong>&#8216;การกระจายความเสี่ยง&#8217; (Diversification)</strong> หลักการคือการไม่ใส่ไข่ทุกฟองไว้ในตะกร้าใบเดียว หากเราลงทุนในสินทรัพย์ที่มี Positive Correlation สูงทั้งหมด เช่น ถือแต่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี 5-6 ตัว เมื่อเกิดปัจจัยลบที่กระทบต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยี พอร์ตการลงทุนของเราทั้งพอร์ตก็จะขาดทุนอย่างหนักไปพร้อมๆ กัน</p>
<p>ในทางกลับกัน หากเราสร้างพอร์ตโดยผสมผสานสินทรัพย์ที่มีค่า Correlation ต่ำหรือติดลบเข้าด้วยกัน เช่น มีทั้งหุ้น, ตราสารหนี้, และทองคำ เมื่อหุ้นปรับตัวลง สินทรัพย์อื่นอย่างตราสารหนี้หรือทองคำอาจจะปรับตัวขึ้นหรือทรงตัว ซึ่งจะช่วยพยุงมูลค่าโดยรวมของพอร์ตไม่ให้ลดลงรุนแรงเกินไป การทำเช่นนี้จะช่วยลดความผันผวนของพอร์ตในระยะยาวได้</p>
<h2>คำถามสำคัญ: ทำไมสินทรัพย์ที่ดูต่างกัน ถึงตกพร้อมกันได้?</h2>
<p>นี่คือประเด็นที่ทำให้นักลงทุนหลายคนสับสน เพราะแม้จะกระจายความเสี่ยงอย่างดีแล้ว แต่ในบางสถานการณ์ สินทรัพย์แทบทุกอย่างกลับพากันดิ่งลงเหวพร้อมกัน ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุครับ</p>
<p><strong>1. ความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk):</strong> คือความเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อทั้งระบบการเงินหรือทั้งตลาด ไม่ใช่แค่สินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง เช่น วิกฤตการเงินปี 2008 หรือการระบาดของ COVID-19 ในช่วงแรก เมื่อเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ นักลงทุนจะเกิดความตื่นตระหนกอย่างรุนแรง (Panic Sell) และเทขายสินทรัพย์เสี่ยงทุกชนิดเพื่อถือเงินสดหรือสินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุดเท่านั้น ทำให้ Correlation ของสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภทพุ่งเข้าใกล้ +1 อย่างรวดเร็ว</p>
<p><strong>2. ปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic Factors):</strong> การเปลี่ยนแปลงของปัจจัยใหญ่ๆ เช่น การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง, ตัวเลข <a href='https://www.bangkoktoday.net/what-is-inflation-why-prices-rise-cpi-explained/'>เงินเฟ้อคืออะไร? ทำไมของแพงขึ้น และตัวเลข CPI บอกอะไรเรา</a> ที่สูงเกินคาด หรือสงคราม สามารถส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์ทุกประเภทได้พร้อมกัน เช่น เมื่อธนาคารกลางขึ้นดอกเบี้ยแรงๆ เพื่อสู้กับเงินเฟ้อ มันจะส่งผลลบต่อทั้งตลาดหุ้น (เพราะต้นทุนบริษัทสูงขึ้น) และตลาดตราสารหนี้ (เพราะราคาตราสารหนี้เก่าจะลดลง)</p>
<p><strong>3. Correlation ไม่ใช่ค่าคงที่:</strong> สิ่งที่ต้องจำให้ขึ้นใจคือ &#8216;ค่าสหสัมพันธ์เปลี่ยนแปลงได้&#8217; ความสัมพันธ์ในอดีตไม่ได้การันตีอนาคต สินทรัพย์ที่เคยมี Negative Correlation อาจกลับมามี Positive Correlation ได้ในสภาวะตลาดที่เปลี่ยนไป ดังนั้น การติดตามและทบทวนพอร์ตจึงเป็นสิ่งจำเป็น</p>
<p><a href='https://www.bangkoktoday.net/what-is-credit-cycle-why-lending-booms-lead-to-problems/' rel='noopener'>อ่านเพิ่ม: Credit Cycle คืออะไร? ทำไมช่วงปล่อยกู้มากๆ มักตามมาด้วยปัญหา</a></p>
<h2>นำความรู้เรื่อง Correlation ไปปรับใช้กับพอร์ตได้อย่างไร?</h2>
<p>เมื่อเข้าใจแนวคิดแล้ว เราสามารถนำไปปรับใช้เพื่อสร้างพอร์ตการลงทุนที่แข็งแกร่งขึ้นได้</p>
<ol>
<li><strong>ตรวจสอบพอร์ตปัจจุบัน:</strong> ลองสำรวจดูว่าสินทรัพย์ในพอร์ตของคุณกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มที่มีความสัมพันธ์เชิงบวกสูงเกินไปหรือไม่ เช่น มีแต่หุ้นไทย หรือมีแต่หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ</li>
<li><strong>มองหาสินทรัพย์ที่แตกต่าง:</strong> พิจารณาเพิ่มสินทรัพย์ประเภท (Asset Class) อื่นๆ ที่มีแนวโน้ม Correlation ต่ำกับสินทรัพย์ส่วนใหญ่ในพอร์ต เช่น หากมีหุ้นเยอะ อาจเพิ่มตราสารหนี้, กองทุนอสังหาริมทรัพย์ (REITs), หรือสินค้าโภคภัณฑ์อย่างทองคำ</li>
<li><strong>กระจายการลงทุนในเชิงภูมิศาสตร์:</strong> นอกจากการกระจายประเภทสินทรัพย์แล้ว การลงทุนในหลายๆ ประเทศก็ช่วยลดความเสี่ยงได้ เพราะเศรษฐกิจแต่ละประเทศอาจไม่ได้เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันเสมอไป</li>
<li><strong>ทบทวนและปรับพอร์ตเสมอ:</strong> อย่างที่กล่าวไปว่า Correlation เปลี่ยนแปลงได้ ควรทบทวนความสัมพันธ์ของสินทรัพย์ในพอร์ตอย่างน้อยปีละครั้ง หรือเมื่อมีเหตุการณ์ใหญ่ๆ เกิดขึ้นในตลาด</li>
</ol>
<h2>คำถามที่พบบ่อย (FAQ)</h2>
<h3>Correlation สามารถใช้ทำนายอนาคตได้หรือไม่?</h3>
<p>ไม่ได้ครับ Correlation เป็นข้อมูลที่คำนวณจากความเคลื่อนไหวของราคาในอดีต (Historical Data) มันบอกเราถึงแนวโน้มความสัมพันธ์ที่เคยเกิดขึ้น แต่ไม่ได้การันตีว่าความสัมพันธ์นั้นจะยังคงเหมือนเดิมในอนาคต มันเป็นเครื่องมือช่วยบริหารความเสี่ยง ไม่ใช่เครื่องมือทำนายราคา</p>
<h3>ค่า Correlation ที่ดีที่สุดสำหรับพอร์ตการลงทุนคือเท่าไหร่?</h3>
<p>ไม่มีตัวเลขที่ดีที่สุดตายตัวครับ เป้าหมายคือการผสมผสานสินทรัพย์ที่มีค่า Correlation ที่หลากหลาย (ทั้งบวกต่ำๆ, ใกล้ศูนย์, และติดลบ) เพื่อให้พอร์ตโดยรวมมีความสมดุลและไม่เอนเอียงไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งมากเกินไป</p>
<h3>เราจะดูค่า Correlation ของสินทรัพย์ต่างๆ ได้จากที่ไหน?</h3>
<p>สามารถดูได้จากแพลตฟอร์มข้อมูลทางการเงินชั้นนำ เช่น Bloomberg, Reuters หรือเว็บไซต์การเงินบางแห่ง เช่น Portfolio Visualizer หรือ TradingView ซึ่งมักจะมีเครื่องมือคำนวณ Correlation Matrix ให้นักลงทุนสามารถใส่ชื่อย่อสินทรัพย์ที่สนใจเพื่อดูค่าความสัมพันธ์ระหว่างกันได้</p>
<h3>สินทรัพย์ที่ไม่มี Correlation ต่อกันเลย (ค่าเป็น 0) มีอยู่จริงไหม?</h3>
<p>ในทางทฤษฎีมีได้ แต่ในทางปฏิบัติหาได้ยากมากครับ เพราะในยุคที่เศรษฐกิจโลกเชื่อมโยงกันหมด ปัจจัยมหภาคใหญ่ๆ มักจะส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์ส่วนใหญ่ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ทำให้สินทรัพย์ส่วนใหญ่มีความสัมพันธ์กันอยู่บ้างไม่มากก็น้อย</p>
<p>การเข้าใจเรื่อง Correlation คือการยกระดับจากการเป็น &#8216;ผู้ซื้อ&#8217; สินทรัพย์ ไปสู่การเป็น &#8216;ผู้จัดการ&#8217; พอร์ตโฟลิโอ มันช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมความเสี่ยงและสร้างเกราะป้องกันให้กับเงินลงทุนของเราได้ดีขึ้น แม้จะไม่สามารถป้องกันการขาดทุนได้ 100% แต่ก็เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการรับมือกับความไม่แน่นอนของตลาดในระยะยาว อย่าลืมว่าความสัมพันธ์ของสินทรัพย์เปลี่ยนแปลงได้เสมอ ดังนั้นการติดตามข้อมูลและปรับตัวอยู่ตลอดเวลาจึงเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในการลงทุน</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
