<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" >

<channel>
	<title>อัตราส่วนเงินสดสำรอง &#8211; BANGKOK TODAY</title>
	<atom:link href="https://www.bangkoktoday.net/tag/%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.bangkoktoday.net</link>
	<description>ข่าวธุรกิจโลก การเงิน และการลงทุน — พร้อมมุมมองเทคยุคดิจิทัล</description>
	<lastBuildDate>Thu, 18 Dec 2025 13:57:19 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>

<image>
	<url>https://www.bangkoktoday.net/wp-content/uploads/2025/12/cropped-BANGKOK-today-logofavicon-1-1-32x32.webp</url>
	<title>อัตราส่วนเงินสดสำรอง &#8211; BANGKOK TODAY</title>
	<link>https://www.bangkoktoday.net</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>อัตราสำรองของธนาคาร (Reserve Requirement) คืออะไร? เกี่ยวกับเครดิตและสินเชื่อยังไง</title>
		<link>https://www.bangkoktoday.net/what-is-bank-reserve-requirement-credit-loans/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[บางกอกทูเดย์ทีม]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 17 Dec 2025 15:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เศรษฐกิจ & เศรษฐศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบายการเงิน]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพคล่อง]]></category>
		<category><![CDATA[สินเชื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[อัตราส่วนเงินสดสำรอง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.bangkoktoday.net/?p=14655</guid>

					<description><![CDATA[เคยสงสัยไหมว่าธนาคารพาณิชย์นำเงินฝากของเราไปทำอะไรต่อ? คำตอบคือส่วนใหญ่นำไปปล่อยสินเชื่อ แต่ไม่ใช่ท...]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="lead">เคยสงสัยไหมว่าธนาคารพาณิชย์นำเงินฝากของเราไปทำอะไรต่อ? คำตอบคือส่วนใหญ่นำไปปล่อยสินเชื่อ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะต้องมีส่วนหนึ่งที่ถูกกันไว้ตามกฎหมาย ซึ่งเรียกว่า <strong>อัตราสำรองของธนาคาร (Reserve Requirement)</strong> ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญของธนาคารกลางในการควบคุมปริมาณเงินและส่งผลโดยตรงต่อการปล่อยสินเชื่อในระบบเศรษฐกิจ</p>
<div class="highlight-box">
<h3>Key takeaways</h3>
<ul>
<li><strong>คำจำกัดความ:</strong> Reserve Requirement คือ สัดส่วนของเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ต้องกันไว้เป็นเงินสดสำรอง ไม่สามารถนำไปปล่อยกู้ต่อได้ โดยต้องดำรงไว้ที่ธนาคารเองหรือฝากไว้กับธนาคารกลาง</li>
<li><strong>วัตถุประสงค์หลัก:</strong> เป็นเครื่องมือนโยบายการเงินของธนาคารกลาง เพื่อควบคุมสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ รักษาเสถียรภาพของสถาบันการเงิน และเป็นกันชนกรณีมีการถอนเงินจำนวนมาก</li>
<li><strong>ผลกระทบต่อสินเชื่อ:</strong> หากธนาคารกลางลดอัตราสำรองฯ ธนาคารจะมีเงินปล่อยสินเชื่อมากขึ้น อาจทำให้ดอกเบี้ยถูกลงและเศรษฐกิจขยายตัว แต่หากเพิ่มอัตราสำรองฯ ปริมาณสินเชื่อจะลดลง อาจทำให้ดอกเบี้ยสูงขึ้นเพื่อชะลอเศรษฐกิจ</li>
<li><strong>ความสำคัญในปัจจุบัน:</strong> แม้จะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง แต่ปัจจุบันธนาคารกลางส่วนใหญ่นิยมใช้เครื่องมืออื่น เช่น อัตราดอกเบี้ยนโยบาย มากกว่า เพราะการปรับ Reserve Requirement ส่งผลกระทบที่รุนแรงและฉับพลันต่อระบบธนาคาร</li>
</ul>
</div>
<h2>Reserve Requirement ทำงานอย่างไร? กลไกที่ไม่ซับซ้อนแต่ทรงพลัง</h2>
<p>หลักการทำงานของอัตราสำรองของธนาคารนั้นตรงไปตรงมา ลองนึกภาพตามง่ายๆ เมื่อคุณนำเงิน 1,000 บาทไปฝากที่ธนาคาร A หากธนาคารกลางกำหนด Reserve Requirement ไว้ที่ 10% ธนาคาร A จะต้องกันเงิน 100 บาท (10% ของ 1,000) ไว้เป็นเงินสำรอง และสามารถนำเงินส่วนที่เหลืออีก 900 บาทไปปล่อยกู้ให้กับลูกค้าคนอื่นได้</p>
<p>ความมหัศจรรย์ของมันอยู่ที่ &#8220;ตัวคูณสินเชื่อ&#8221; (Credit Multiplier) เมื่อนาย B กู้เงิน 900 บาทจากธนาคาร A แล้วนำไปจ่ายค่าสินค้าให้นาง C ซึ่งนาง C ก็นำเงิน 900 บาทนั้นไปฝากที่ธนาคาร B ต่อ ธนาคาร B ก็จะต้องสำรอง 10% คือ 90 บาท และสามารถปล่อยกู้ต่อได้อีก 810 บาท กระบวนการนี้จะดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ทำให้เงินฝากเริ่มต้นเพียง 1,000 บาท สามารถสร้างปริมาณเงินและสินเชื่อในระบบเศรษฐกิจได้มากกว่านั้นหลายเท่า</p>
<h2>ใครเป็นผู้กำหนด และเพื่อเป้าหมายอะไร?</h2>
<p>ผู้ที่มีอำนาจในการกำหนดและปรับเปลี่ยนอัตราสำรองของธนาคารคือ &#8220;ธนาคารกลาง&#8221; ของแต่ละประเทศ สำหรับประเทศไทยก็คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) การปรับอัตราส่วนนี้ไม่ได้ทำกันบ่อยๆ แต่เมื่อเกิดขึ้น จะส่งสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงิน โดยมีวัตถุประสงค์หลักดังนี้</p>
<ul>
<li><strong>เพื่อควบคุมสภาพคล่องในระบบ:</strong> การปรับขึ้นหรือลงของอัตราสำรองฯ เป็นการเพิ่มหรือลดปริมาณเงินที่ธนาคารพาณิชย์สามารถนำไปปล่อยกู้ได้โดยตรง ซึ่งส่งผลต่อสภาพคล่องโดยรวมของเศรษฐกิจ</li>
<li><strong>เพื่อดำเนินนโยบายการเงิน:</strong> ในช่วงที่เศรษฐกิจร้อนแรงเกินไปจนเสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อสูง ธนาคารกลางอาจปรับเพิ่มอัตราสำรองฯ เพื่อชะลอการปล่อยสินเชื่อ ในทางกลับกัน หากเศรษฐกิจซบเซา ก็อาจปรับลดอัตราสำรองฯ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการกู้ยืมและใช้จ่ายมากขึ้น</li>
<li><strong>เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบธนาคาร:</strong> เงินสำรองนี้เปรียบเสมือนกันชนที่ช่วยให้ธนาคารมีเงินสดเพียงพอสำหรับรองรับการถอนเงินในสถานการณ์ปกติ และเป็นหลักประกันความมั่นคงกรณีเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่คนแห่มาถอนเงิน (Bank Run)</li>
</ul>
<h2>ความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่าง Reserve Requirement กับสินเชื่อและเศรษฐกิจ</h2>
<p>ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราสำรองฯ กับสินเชื่อนั้นเป็นเหมือนด้านตรงข้ามของเหรียญ การเปลี่ยนแปลงอัตรานี้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังภาคธุรกิจและประชาชนทั่วไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้</p>
<h3>เมื่อธนาคารกลาง &#8220;ลด&#8221; อัตราสำรอง (Loosening Policy)</h3>
<p>การลดอัตราสำรองฯ คือการส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงิน ธนาคารพาณิชย์จะมี &#8220;เงินส่วนเกิน&#8221; ที่สามารถนำไปปล่อยกู้ได้มากขึ้น เมื่อปริมาณเงินที่พร้อมให้กู้ (Supply of Credit) เพิ่มขึ้น การแข่งขันระหว่างธนาคารอาจนำไปสู่การลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อดึงดูดลูกค้า สิ่งนี้จะช่วยกระตุ้นให้ภาคธุรกิจและครัวเรือนตัดสินใจกู้ยืมเพื่อการลงทุนและบริโภคมากขึ้น ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจเติบโต แต่ในทางกลับกัน การกระตุ้นเศรษฐกิจที่มากเกินไปก็อาจสร้างแรงกดดันด้าน<a href="https://www.bangkoktoday.net/what-is-inflation-expectations-how-it-affects-prices/" target="_blank">ความคาดหวังเงินเฟ้อ</a>ได้หากเศรษฐกิจร้อนแรงเกินไป</p>
<h3>เมื่อธนาคารกลาง &#8220;เพิ่ม&#8221; อัตราสำรอง (Tightening Policy)</h3>
<p>ในทางตรงกันข้าม การเพิ่มอัตราสำรองฯ เป็นการส่งสัญญาณนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น ธนาคารพาณิชย์จะถูก &#8220;ดูด&#8221; สภาพคล่องออกไป ทำให้มีเงินสำหรับปล่อยกู้น้อยลง เมื่อปริมาณเงินที่พร้อมให้กู้ลดลง ธนาคารอาจต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อชดเชยต้นทุนและคัดกรองผู้กู้ สิ่งนี้จะทำให้การกู้ยืมมีต้นทุนสูงขึ้น ช่วยชะลอความร้อนแรงของการลงทุนและการบริโภค ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งในการควบคุม<a href="https://www.bangkoktoday.net/what-is-real-interest-rate-vs-nominal-interest-rate/" target="_blank">ดอกเบี้ยที่แท้จริง</a>และสกัดกั้นภาวะเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม การใช้นโยบายที่เข้มงวดเกินไปและยาวนานก็อาจกลายเป็น<a href="https://www.bangkoktoday.net/what-is-yield-curve-inverted-recession-fear/" target="_blank">สัญญาณเศรษฐกิจถดถอย</a>ได้เช่นกัน</p>
<h2>เครื่องมือสุดคลาสสิกที่ถูกใช้น้อยลงในปัจจุบัน</h2>
<p>แม้ว่า Reserve Requirement จะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังและเข้าใจง่าย แต่ในยุคปัจจุบัน ธนาคารกลางชั้นนำของโลกหลายแห่ง รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่ได้ใช้เครื่องมือนี้เป็นเครื่องมือหลักในการดำเนินนโยบายการเงินในแต่ละวัน เหตุผลสำคัญคือการเปลี่ยนแปลงอัตราสำรองฯ ถือเป็นเครื่องมือที่ &#8220;หยาบ&#8221; และส่งผลกระทบรุนแรงเกินไป</p>
<p>การปรับอัตราสำรองฯ เพียงเล็กน้อยอาจส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์อย่างมหาศาลและฉับพลัน ทำให้ธนาคารวางแผนบริหารจัดการสภาพคล่องได้ยาก ปัจจุบันธนาคารกลางจึงหันไปใช้เครื่องมือที่มีความยืดหยุ่นและแม่นยำกว่า เช่น การปรับ &#8220;อัตราดอกเบี้ยนโยบาย&#8221; (Policy Rate) และการทำธุรกรรมในตลาดเปิด (Open Market Operations) ซึ่งสามารถปรับจูนสภาพคล่องในระบบการเงินได้อย่างละเอียดอ่อนกว่า</p>
<p>อย่างไรก็ตาม Reserve Requirement ยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ถูกเก็บไว้ในกล่องเครื่องมือของธนาคารกลาง และพร้อมที่จะถูกนำมาใช้ในสถานการณ์ที่จำเป็น หรือในบางประเทศที่ระบบการเงินยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร เครื่องมือนี้ก็ยังคงมีบทบาทสำคัญอยู่</p>
<p>โดยสรุป อัตราสำรองของธนาคารคือรากฐานสำคัญที่เชื่อมโยงระหว่างเงินฝากของประชาชนกับการสร้างสินเชื่อในระบบเศรษฐกิจ แม้จะถูกใช้งานน้อยลง แต่การทำความเข้าใจกลไกนี้จะช่วยให้เราเห็นภาพใหญ่ของนโยบายการเงิน และเข้าใจว่าการตัดสินใจของธนาคารกลางส่งผลต่อเงินในกระเป๋าและโอกาสทางเศรษฐกิจของเราได้อย่างไร</p>
<h2>คำถามที่พบบ่อย (FAQ)</h2>
<h3>อัตราสำรองของธนาคาร (Reserve Requirement) ต่างจากอัตราส่วนเงินกองทุน (CAR Ratio) อย่างไร?</h3>
<p>ทั้งสองอย่างเป็นกฎเกณฑ์ที่ธนาคารต้องปฏิบัติตาม แต่มีวัตถุประสงค์ต่างกัน Reserve Requirement เน้นเรื่อง &#8220;สภาพคล่อง&#8221; (Liquidity) คือการสำรองเงินสดไว้เพื่อรองรับการถอนเงินของผู้ฝาก คำนวณจากฐานเงินฝาก ส่วน CAR Ratio (Capital Adequacy Ratio) เน้นเรื่อง &#8220;ความมั่นคง&#8221; (Solvency) คือการดำรงเงินกองทุนของธนาคารเองเพื่อรองรับความเสียหายจากสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หนี้เสีย โดยคำนวณจากฐานสินทรัพย์เสี่ยง</p>
<h3>หาก Reserve Requirement เป็น 0% หมายความว่าธนาคารนั้นไม่ปลอดภัยใช่หรือไม่?</h3>
<p>ไม่เสมอไป บางประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร แคนาดา หรือออสเตรเลีย ได้ยกเลิกการกำหนดอัตราสำรองขั้นต่ำแบบตายตัวไปแล้ว แต่พวกเขาเปลี่ยนไปใช้กฎเกณฑ์การกำกับดูแลด้านสภาพคล่องที่ซับซ้อนและยืดหยุ่นกว่าแทน เช่น Liquidity Coverage Ratio (LCR) ซึ่งบังคับให้ธนาคารต้องถือสินทรัพย์สภาพคล่องคุณภาพสูงให้เพียงพอต่อการอยู่รอดในภาวะวิกฤต 30 วัน ดังนั้น การไม่มี RR ไม่ได้แปลว่าไม่มีการกำกับดูแล</p>
<h3>อัตราสำรองของธนาคารในประเทศไทยปัจจุบันอยู่ที่เท่าไหร่?</h3>
<p>ปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไม่ได้ใช้คำว่า Reserve Requirement โดยตรง แต่ใช้เกณฑ์ &#8220;อัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่องเพื่อรองรับสถานการณ์ด้านสภาพคล่องที่มีความรุนแรง&#8221; (Liquidity Coverage Ratio: LCR) ตามมาตรฐานสากล (Basel III) นอกจากนี้ ยังมีการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องส่วนเพิ่มสำหรับเงินรับฝากและเงินกู้ยืม (FIDForLAs) ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ระดับต่ำมาก (ประมาณ 1%) เพื่อให้ธนาคารมีสภาพคล่องเพียงพอในการปล่อยสินเชื่อ</p>
<h3>การเปลี่ยนแปลงอัตราสำรองฯ ส่งผลกระทบต่อคนทั่วไปโดยตรงหรือไม่?</h3>
<p>ส่งผลกระทบทางอ้อมเป็นหลัก สำหรับผู้ฝากเงิน เงินฝากของคุณยังคงปลอดภัยภายใต้การคุ้มครองของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก แต่ผลกระทบที่คุณจะรู้สึกได้คือการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย หากลดอัตราสำรองฯ ดอกเบี้ยเงินกู้อาจถูกลง แต่ดอกเบี้ยเงินฝากก็อาจลดลงตามไปด้วย ในทางกลับกัน หากเพิ่มอัตราสำรองฯ ดอกเบี้ยเงินกู้อาจแพงขึ้น แต่คุณอาจได้รับดอกเบี้ยเงินฝากที่สูงขึ้นเล็กน้อย</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
