<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" >

<channel>
	<title>โรค ออฟฟิศ ซินโดรม &#8211; BANGKOK TODAY</title>
	<atom:link href="https://www.bangkoktoday.net/tag/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84-%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%A8-%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%A1/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.bangkoktoday.net</link>
	<description>ข่าวธุรกิจโลก การเงิน และการลงทุน — พร้อมมุมมองเทคยุคดิจิทัล</description>
	<lastBuildDate>Fri, 03 Oct 2014 14:50:44 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>

<image>
	<url>https://www.bangkoktoday.net/wp-content/uploads/2025/12/cropped-BANGKOK-today-logofavicon-1-1-32x32.webp</url>
	<title>โรค ออฟฟิศ ซินโดรม &#8211; BANGKOK TODAY</title>
	<link>https://www.bangkoktoday.net</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>[ตรงจุด]เตรียมบอกลาโรคฮิต “ออฟฟิศ ซินโดรม” กับเคล็ดลับดีๆ</title>
		<link>https://www.bangkoktoday.net/office-syndrome/</link>
					<comments>https://www.bangkoktoday.net/office-syndrome/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[บางกอกทูเดย์ทีม]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 03 Oct 2014 14:48:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[สรุปข่าวเด่น]]></category>
		<category><![CDATA[Office Syndrome]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ นพ. วิศาล คันธารัตนกุล]]></category>
		<category><![CDATA[ออฟฟิศ ซินโดรม]]></category>
		<category><![CDATA[โรค ออฟฟิศ ซินโดรม]]></category>
		<category><![CDATA[ไอบูโพรเฟน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkoktoday.net/?p=4786</guid>

					<description><![CDATA[ในปัจจุบันเราจะเห็นว่ามีผู้คนจำนวนมากที่ต้องประสบปัญหาทนทุกข์ทรมานกับการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตามส่วนต...]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในปัจจุบันเราจะเห็นว่ามีผู้คนจำนวนมากที่ต้องประสบปัญหาทนทุกข์ทรมานกับการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมากจากการทำงานหนัก โดยเฉพาะหนุ่มสาวออฟฟิศสมัยนี้ที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ตลอดทั้งวัน อีกทั้งยังเกิดจากการออกกำลังกายอย่างหักโหม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดการอักเสบของกล้ามเนื้อ และนำไปสู่การปวดเมื่อยตามร่างกาย<span id="more-4786"></span></p>
<p>จริงๆ ปัญหาของการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อสามารถจัดการได้เพียงแค่รู้ที่จะใช้วิธีรักษาแบบ “ตรงจุด” เริ่มจากการเรียนรู้ที่จะป้องกันและแก้ไข ผศ นพ. วิศาล คันธารัตนกุล หัวหน้าศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ เปิดเผยภายในงานเปิดตัวกิจกรรม The Pain Challenges – ภารกิจ ซ่า ท้า ปวด ว่าความปวดที่เกิดขึ้นจากการนั่งทำงานในออฟฟิศตั้งแต่เช้าจรดเย็นนั้น ถือเป็นโรคที่มีชื่อเฉพาะว่า <strong>ออฟฟิศซินโดรม [Office Syndrome] </strong>ซึ่งส่วนใหญ่จะพบในหมู่ของคนเมือง อาการของโรคนั้นสามารถร้ายแรงขึ้นถ้าเราปล่อยปละละเลยเพราะอาจทำให้ปวดจนกระทั่งไม่สามารถไปทำงานได้ หรือที่แย่ไปกว่านั้นอาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ หรือบางรายอาจปวดเรื้อรัง ถึงขนาดเคลื่อนไหวลำบาก จนต้องทำการรักษา</p>
<p>กลุ่มคนที่ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการเป็น <strong>Office Syndrome</strong> นั้นแยกออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ สามกลุ่ม กลุ่มที่หนึ่งคือกลุ่มของคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ แต่ในระหว่างวันต้องเผชิญกับกิจกรรมที่ต้องใช้การบิดกล้ามเนื้อ ยกตัวอย่างเช่น เวลาเดินทางไปทำงาน เมื่อขึ้นรถไฟฟ้าหรือรถโดยสารชนิดต่างๆ นั้นมักจะต้องบิดลำตัวหรือแขนระหว่างการยืนโหนเสารถโดยสาร ซึ่งก่อให้เกิดการเกร็งของกล้ามเนื้อ กลุ่มที่สองคือกลุ่มคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำ โดยประมาณหนึ่งครั้งต่อสองอาทิตย์แต่ออกอย่างหนัก อย่างเช่นกลุ่มคนที่นานๆทีจะไปปั่นจักรยาน แต่ปั่นทีเดียวเป็นระยะทาง 20 กม. หรือคนที่เข้าฟิตเนสไม่สม่ำเสมอและเล่นอย่างหักโหมโดยที่ไม่ได้เตรียมร่างกายมาก่อน ทั้งนี้ผลที่ตามมาแทนที่ช่วยทำให้สุขภาพแข็งแรง แต่กลับบั่นทอนความ “ฟิตแอนด์เฟิร์ม” ของร่างกาย ทำให้เกิด “ความเจ็บปวด” ส่วนกลุ่มที่สามนั้นคือกลุ่มคนออฟฟิศที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ของวันไปกับการนั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ ทำให้เกิดความปวดร้าวตามแขน ขา และมือ หรือแม้กระทั้งส่งผลให้เกิดอาการปวดศีรษะขั้นรุนแรงได้</p>
<p>คุณหมอได้มีข้อแนะนำดีๆ ในการนั่งทำงานที่ถูกต้องมาฝาก สำหรับคนที่ทำงานออฟฟิศนั้นควรนั่งในท่าที่ถูกต้องเพื่อจัดการกับปัญหาความปวดเมื่อยที่มักทำให้เราทำงานได้อย่างไม่เต็มที่ ท่านั่งที่ทำให้เกิดอาการปวดมีอยู่สองท่าหลักๆคือ ท่านั่งที่อยู่ในท่าที่ผิด เช่น เวลาวางคอมพิวเตอร์ไว้ในจุดที่เราต้องเอี้ยวหรือโน้มตัวเพื่อจะไปพิมพ์คีย์บอร์ดอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน และท่าสำคัญอีกท่าหนึ่งคือท่านั่งที่ทำให้มือเราต้องเกร็งและเท้าของเราลอยไม่แตะพื้นระหว่างนั่ง โดยเฉพาะเวลานั่งพิมพ์คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ทั้งนี้ วิธีการป้องกันการเกิดความปวด เมื่อย ล้า ง่ายๆนั้นก็คือ ทุกๆครั้งเมื่อนั่งทำงานพยายามอย่าให้แขนและขาลอย เพราะจะทำให้เกิดการปวดเมื่อยได้เป็นอย่างมาก เนื่องจากกล้ามเนื้อจะเกร็งโดยเราไม่รู้ตัว และที่สำคัญคือจอคอมพิวเตอร์ควรจะอยู่ที่ระดับสายตาเราเมื่อนั่งพิมพ์งาน อีกทั้งยังควรจัดหาที่รองข้อศอกและที่รองขาระหว่างนั่งทำงาน</p>
<p><span style="color: #0000ff; background-color: #ffff99;">หลังจากนั่งทำงานมาทั้งวันแล้ว การออกกำลังกายถือเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ได้รับความนิยมและต้องใช้กล้ามเนื้ออย่างมาก อย่างปัจจุบันสาวๆ ยุคใหม่นิยมออกกำลังกายด้วยวิธี<strong> “T25”</strong> ซึ่งถือเป็นวิธีออกกำลังกายที่หนักและหักโหม และบางคนลืมนึกถึงผลเสียที่จะตามมา เช่น ความเจ็บปวด เพราะหลังจากเล่นเสร็จแล้วส่วนมากจะเกิดอาการปวดกล้ามเนื้ออย่างมากในเช้าวันรุ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม คุณหมอแนะนำให้ทายาแก้ปวดทันทีหลังจากการเล่น และเน้น “การทาตรงจุด” ที่ได้ใช้ในการบริหารร่างกายมากที่สุด เป็นต้น </span>นอกจากนี้ก่อนและหลังการออกกำลังการควรทำการยืดเหยียดหรือวอร์มกล้ามเนื้อก่อนทุกครั้ง และหากรู้สึกตึงหรือเจ็บที่กล้ามเนื้อหลังจากเล่นกีฬาเสร็จให้ทำการยืดเหยียดอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้เลือดหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อและทายาแก้ปวดตามทันที ทั้งนี้ไม่ควรทำการยืดเหยียดให้มากเกินไปเพราะอาจทำให้กล้ามเนื้อยิ่งเจ็บปวดเพิ่มขึ้นอีก ส่วนกลุ่มคนที่ต้องใช้รถไฟฟ้า หากรูเกิดการเบียดเสียดกับผู้โดยสารคนอื่นๆ ในเวลารีบเร่งก็ ทำให้กล้ามเนื้อบิดเกร็งผิดท่า ก็สามารถใช้ยาทาบรรเทาอาการปวด อักเสบของกล้ามเนื้อ หรือยาแก้ปวดกล้ามเนื้อที่มีตัวยาไอบูโพรเฟน ได้เช่นกัน</p>
<p>หลายๆ ท่าน อาจเข้าใจว่ายาทาที่ดีต้องให้ความรู้สึกร้อน หรือเย็น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยาทาที่มีตัวยา เช่น ไอบูโพรเฟน นอกจากจะสามารถลดอาการปวดได้แล้ว ยังลดอาการอักเสบของกล้ามเนื้อได้ด้วย ในขณะที่ยาทาที่ให้ความรู้สึกร้อนหรือเย็นจะบรรเทาได้เพียงอาการปวดเมื่อยเท่านั้น ไม่สามารถลดอาการอักเสบของกล้ามเนื้ออันเกิดจากการออกกำลังกายหนักเกินไป ออกกำลังกายไม่สม่ำเสมอ หรือกล้ามเนื้ออยู่ในท่าเดียวนานๆ จนถึงอาการปวด อักเสบอันเกิดจากกล้ามเนื้อผิดท่าได้ นอกจากนั้น ไลฟ์สไตล์คนเราก็เปลี่ยนไป เราไม่ได้นั่งทำงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องออกไปสังสรรค์ และมีชีวิตหลังการทำงาน จึงจำเป็นต้องดูแลบุคลิกตัวเอง การใช้ยาทาแก้ปวดที่กลิ่นไม่ฉุน ซึมเร็ว ไม่เหนียวเหนอะหนะ หรือเป็นคราบเปื้อนเสื้อผ้า และที่สำคัญออกฤทธิ์ตรงจุดที่ปวด นั้นเป็นทางเลือกที่เหมาะกับหนุ่มสาวในยุคสมัยใหม่ เพราะสามารถทายาได้ในระหว่างวัน จึงพร้อมสำหรับทุกกิจกรรม ทำให้คนยุคเราใช้ชีวิตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ไม่ต้องกังวลว่าจะมีความปวดมาขัดขวางความสนุกและความสำเร็จในชีวิต</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.bangkoktoday.net/office-syndrome/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
