<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" >

<channel>
	<title>Core Inflation &#8211; BANGKOK TODAY</title>
	<atom:link href="https://www.bangkoktoday.net/tag/core-inflation/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.bangkoktoday.net</link>
	<description>ข่าวธุรกิจโลก การเงิน และการลงทุน — พร้อมมุมมองเทคยุคดิจิทัล</description>
	<lastBuildDate>Thu, 18 Dec 2025 09:26:36 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>

<image>
	<url>https://www.bangkoktoday.net/wp-content/uploads/2025/12/cropped-BANGKOK-today-logofavicon-1-1-32x32.webp</url>
	<title>Core Inflation &#8211; BANGKOK TODAY</title>
	<link>https://www.bangkoktoday.net</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) คืออะไร? ทำไมคนวิเคราะห์ชอบดูตัวนี้</title>
		<link>https://www.bangkoktoday.net/what-is-core-inflation-why-analysts-use-it/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[บางกอกทูเดย์ทีม]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 18 Dec 2025 09:26:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[การเงิน & การลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[Core Inflation]]></category>
		<category><![CDATA[CPI]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบายการเงิน]]></category>
		<category><![CDATA[เงินเฟ้อพื้นฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐศาสตร์มหภาค]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.bangkoktoday.net/?p=14610</guid>

					<description><![CDATA[เวลาเราติดตามข่าวเศรษฐกิจ มักจะได้ยินคำว่า &#8220;เงินเฟ้อ&#8221; อยู่เสมอ แต่บ่อยครั้งจะมีการพูดถึ...]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="lead">เวลาเราติดตามข่าวเศรษฐกิจ มักจะได้ยินคำว่า &#8220;เงินเฟ้อ&#8221; อยู่เสมอ แต่บ่อยครั้งจะมีการพูดถึงตัวเลขสองชุดที่แตกต่างกัน คือเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) และ <strong>เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation)</strong> ซึ่งเป็นตัวเลขที่นักวิเคราะห์และธนาคารกลางให้ความสำคัญเป็นพิเศษ บทความนี้จะพาไปเจาะลึกว่า Core Inflation คืออะไร และทำไมมันถึงกลายเป็นมาตรวัดสำคัญที่ส่งผลต่อนโยบายการเงินและการลงทุนของเราทุกคน</p>
<div class="highlight-box">
<h3>Key takeaways</h3>
<ul>
<li>เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) คือ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่หักเอาราคาในหมวดอาหารสดและพลังงานออกไป</li>
<li>เนื่องจากราคาอาหารสดและพลังงานมีความผันผวนสูงในระยะสั้น Core Inflation จึงสะท้อนแนวโน้มเงินเฟ้อที่แท้จริงและยั่งยืนของเศรษฐกิจได้ดีกว่า</li>
<li>ธนาคารกลางทั่วโลก รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย ใช้ Core Inflation เป็นหนึ่งในเครื่องมือหลักในการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายการเงิน โดยเฉพาะการปรับขึ้นหรือลดอัตราดอกเบี้ย</li>
<li>สำหรับนักลงทุน Core Inflation เป็นตัวชี้วัดที่ช่วยคาดการณ์ทิศทางนโยบายการเงินในอนาคต ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้</li>
</ul>
</div>
<h2>เจาะลึกความแตกต่าง: เงินเฟ้อทั่วไป vs. เงินเฟ้อพื้นฐาน</h2>
<p>เพื่อให้เข้าใจแนวคิดของเงินเฟ้อพื้นฐาน เราต้องเริ่มต้นจาก &#8220;เงินเฟ้อทั่วไป&#8221; หรือ Headline CPI (Consumer Price Index) กันก่อน เงินเฟ้อทั่วไปคือการวัดการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการในตะกร้าที่ผู้บริโภคโดยเฉลี่ยซื้อเป็นประจำ ซึ่งรวมทุกอย่างตั้งแต่ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าเสื้อผ้า ไปจนถึงค่ารักษาพยาบาล พูดง่ายๆ คือมันสะท้อนค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นแบบภาพรวมที่สุด</p>
<p>อย่างไรก็ตาม สินค้าบางประเภทในตะกร้านี้มีราคาที่ &#8220;แกว่ง&#8221; ขึ้นลงรุนแรงในระยะสั้น ซึ่งไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจเสมอไป สองหมวดที่ชัดเจนที่สุดคือ <strong>อาหารสด (Fresh Food)</strong> และ <strong>พลังงาน (Energy)</strong> ราคาของสินค้าเหล่านี้อาจพุ่งสูงขึ้นหรือดิ่งลงอย่างรวดเร็วจากปัจจัยภายนอก เช่น ภัยธรรมชาติ สงครามในประเทศผู้ผลิตน้ำมัน หรือสภาพอากาศที่แปรปรวน ความผันผวนเหล่านี้เปรียบเสมือน &#8220;สัญญาณรบกวน&#8221; (Noise) ที่บดบังแนวโน้มเงินเฟ้อที่แท้จริงของเศรษฐกิจ</p>
<p>นี่คือจุดที่ <strong>เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation)</strong> เข้ามามีบทบาท โดย Core Inflation คือการคำนวณเงินเฟ้อที่ตัดสินค้าสองหมวดเจ้าปัญหาดังกล่าวออกไป ผลลัพธ์ที่ได้คือตัวเลขที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการอื่นๆ ที่มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปและมีเสถียรภาพมากกว่า มันจึงเป็นมาตรวัด &#8220;อุณหภูมิ&#8221; ของเศรษฐกิจที่แท้จริงได้ดีกว่านั่นเอง</p>
<h2>ทำไมธนาคารกลางและนักวิเคราะห์ถึงให้ความสำคัญกับ Core Inflation?</h2>
<p>การที่หน่วยงานกำกับดูแลนโยบายการเงินและนักวิเคราะห์ชั้นนำต่างจับตาดู Core Inflation อย่างใกล้ชิดนั้นมีเหตุผลสำคัญหลายประการ</p>
<div class="info-box">
<h4>มองเห็นแนวโน้มระยะยาวได้ชัดเจนกว่า</h4>
<p>เป้าหมายหลักของธนาคารกลางคือการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การตัดสินใจขึ้นหรือลงดอกเบี้ยแต่ละครั้งส่งผลกระทบเป็นวงกว้างและต้องมองไปในระยะกลางถึงยาว หากธนาคารกลางตอบสนองต่อความผันผวนระยะสั้นของราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นชั่วคราวด้วยการรีบขึ้นดอกเบี้ย ก็อาจทำให้เศรษฐกิจที่กำลังเปราะบางต้องชะลอตัวลงโดยไม่จำเป็น Core Inflation ช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายมองข้ามสัญญาณรบกวนระยะสั้นและโฟกัสไปที่แรงกดดันด้านราคาที่เกิดจากอุปสงค์และอุปทานในระบบเศรษฐกิจจริงๆ</p>
</div>
<h4>เครื่องมือคาดการณ์อนาคตที่ดีกว่า</h4>
<p>มีงานวิจัยจำนวนมากที่ชี้ว่า Core Inflation มีความสามารถในการทำนายทิศทางของ Headline Inflation ในอนาคต (ระยะ 1-2 ปีข้างหน้า) ได้แม่นยำกว่าตัว Headline Inflation เองเสียอีก นั่นเป็นเพราะแนวโน้มพื้นฐานของราคาที่ค่อยๆ เปลี่ยนแปลง มักจะดึงให้ราคาที่ผันผวนกลับเข้าสู่แนวโน้มหลักในที่สุด สำหรับนักลงทุน การเข้าใจทิศทางเงินเฟ้อในอนาคตจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจของธนาคารกลาง ซึ่งจะกระทบต่อมูลค่าสินทรัพย์และการลงทุนในพอร์ตโฟลิโอ การบริหารความเสี่ยงจึงเป็นเรื่องสำคัญ ลองศึกษาเพิ่มเติมว่า <a href="https://www.bangkoktoday.net/what-is-stop-loss-how-to-set-cut-loss-point/" target="_blank">Stop Loss คืออะไร</a> เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยจำกัดการขาดทุนในภาวะตลาดที่ไม่แน่นอน</p>
<h4>สะท้อนแรงกดดันจากฝั่งอุปสงค์ได้ดี</h4>
<p>เงินเฟ้อที่น่ากังวลสำหรับนักเศรษฐศาสตร์คือเงินเฟ้อที่เกิดจากอุปสงค์รวม (Aggregate Demand) ในประเทศที่ร้อนแรงเกินไป หรือที่เรียกว่า &#8220;Demand-Pull Inflation&#8221; เช่น การจ้างงานที่แข็งแกร่งทำให้คนมีรายได้มากขึ้นและออกมาจับจ่ายใช้สอยพร้อมๆ กัน จนสินค้าและบริการปรับราคาสูงขึ้น Core Inflation ซึ่งตัดปัจจัยด้านอุปทานที่ควบคุมไม่ได้ (เช่น ราคาน้ำมันโลก) ออกไป จะช่วยสะท้อนภาพของแรงกดดันจากฝั่งอุปสงค์ได้ชัดเจนกว่า</p>
<h2>ข้อจำกัดของ Core Inflation ที่ต้องรู้</h2>
<p>แม้จะมีประโยชน์มากมาย แต่ Core Inflation ก็มีข้อจำกัดเช่นกัน ข้อวิจารณ์ที่สำคัญที่สุดคือ มันไม่ได้สะท้อนค่าครองชีพที่แท้จริงของประชาชนทั่วไป เพราะในชีวิตจริง ไม่มีใครสามารถตัดค่าอาหารและค่าเดินทางออกจากรายจ่ายประจำวันได้ เมื่อราคาน้ำมันหรือราคาหมูแพงขึ้น ประชาชนก็รู้สึกถึงผลกระทบโดยตรงทันที</p>
<p>ดังนั้น การดูเฉพาะ Core Inflation เพียงอย่างเดียวอาจทำให้ผู้กำหนดนโยบายมองข้ามความเดือดร้อนของประชาชนได้ นักเศรษฐศาสตร์และธนาคารกลางจึงต้องพิจารณาตัวเลขทั้งสองควบคู่กันไปเสมอ โดยใช้ Headline Inflation เพื่อทำความเข้าใจผลกระทบต่อค่าครองชีพในปัจจุบัน และใช้ Core Inflation เพื่อประเมินแนวโน้มและตัดสินใจเชิงนโยบายสำหรับอนาคต การมีความรู้ทางการเงินที่รอบด้านจะช่วยให้เราสามารถรับมือกับสภาวะต่างๆ ได้ดีขึ้น การทำความเข้าใจเรื่อง <a href="https://www.bangkoktoday.net/what-is-financial-freedom-calculate-your-target-number/" target="_blank">Financial Freedom คืออะไร</a> และการคำนวณเป้าหมายของตัวเอง ก็เป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางการเงิน</p>
<h2>สรุป: Core Inflation มาตรวัดสำคัญที่นักลงทุนต้องเข้าใจ</h2>
<p>โดยสรุป เงินเฟ้อพื้นฐาน หรือ Core Inflation คือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยกรองความผันผวนระยะสั้นของราคาอาหารและพลังงานออกไป เพื่อให้นักวิเคราะห์และธนาคารกลางมองเห็นแนวโน้มเงินเฟ้อที่แท้จริงของเศรษฐกิจได้อย่างชัดเจน มันเป็นตัวชี้วัดที่มีเสถียรภาพและมีพลังในการคาดการณ์ทิศทางนโยบายการเงินในอนาคตได้ดีกว่าเงินเฟ้อทั่วไป</p>
<p>สำหรับนักลงทุนและประชาชนทั่วไป การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างเงินเฟ้อทั้งสองประเภทจะช่วยให้เราตีความข่าวเศรษฐกิจได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น และสามารถคาดการณ์การเคลื่อนไหวของตลาดเพื่อปรับกลยุทธ์การลงทุนและ<a href="https://www.bangkoktoday.net/retirement-planning-for-late-starters-is-it-possible/" target="_blank">วางแผนเกษียณ</a>ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในโลกที่เศรษฐกิจมีความเชื่อมโยงและซับซ้อนเช่นทุกวันนี้</p>
<h2>คำถามที่พบบ่อย (FAQ)</h2>
<h3>เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ต่างจากเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) อย่างไร?</h3>
<p>เงินเฟ้อพื้นฐานคือดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่คำนวณโดยไม่รวมราคาสินค้าในหมวดอาหารสดและพลังงานที่มีความผันผวนสูง ส่วนเงินเฟ้อทั่วไปจะรวมราคาสินค้าและบริการทุกหมวดหมู่ในตะกร้าผู้บริโภค</p>
<h3>ทำไมต้องตัดราคาอาหารและพลังงานออกจากการคำนวณ Core Inflation?</h3>
<p>เพราะราคาในสองหมวดนี้มีความผันผวนสูงมากในระยะสั้นจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ เช่น สภาพอากาศ ฤดูกาล หรือสถานการณ์การเมืองโลก ซึ่งอาจบดบังแนวโน้มเงินเฟ้อที่แท้จริงที่เกิดจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจได้</p>
<h3>ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ความสำคัญกับเงินเฟ้อตัวไหนมากกว่ากัน?</h3>
<p>ธปท. พิจารณาทั้งสองตัวเลข แต่ให้ความสำคัญกับเงินเฟ้อพื้นฐานในการกำหนดทิศทางนโยบายการเงินระยะกลางถึงยาว เนื่องจากสะท้อนแรงกดดันเงินเฟ้อจากอุปสงค์ในประเทศได้ดีกว่า และใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย</p>
<h3>ในฐานะผู้บริโภค เราควรสนใจตัวเลขเงินเฟ้อตัวไหน?</h3>
<p>ควรสนใจทั้งสองตัวเลข เงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) จะสะท้อนค่าครองชีพและรายจ่ายในชีวิตประจำวันที่คุณต้องเจอได้ดีที่สุด ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) จะช่วยให้คุณเข้าใจแนวโน้มเศรษฐกิจและคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยในอนาคตได้</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
