<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" >

<channel>
	<title>Margin Call &#8211; BANGKOK TODAY</title>
	<atom:link href="https://www.bangkoktoday.net/tag/margin-call/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.bangkoktoday.net</link>
	<description>ข่าวธุรกิจโลก การเงิน และการลงทุน — พร้อมมุมมองเทคยุคดิจิทัล</description>
	<lastBuildDate>Sun, 28 Dec 2025 04:28:32 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>

<image>
	<url>https://www.bangkoktoday.net/wp-content/uploads/2025/12/cropped-BANGKOK-today-logofavicon-1-1-32x32.webp</url>
	<title>Margin Call &#8211; BANGKOK TODAY</title>
	<link>https://www.bangkoktoday.net</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>Margin คืออะไร เข้าใจมาร์จิ้นคอลและความเสี่ยงก่อนซื้อขายด้วยเครดิต</title>
		<link>https://www.bangkoktoday.net/what-is-margin-margin-call-risk-explained/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[บางกอกทูเดย์ทีม]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 28 Dec 2025 04:28:32 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[การเงิน & การลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[Margin Call]]></category>
		<category><![CDATA[การลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[ความเสี่ยงการลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[บัญชีมาร์จิ้น]]></category>
		<category><![CDATA[มาร์จิ้น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.bangkoktoday.net/?p=15159</guid>

					<description><![CDATA[Margin คืออะไร? สำหรับนักลงทุนหลายคน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการเพิ่มอำนาจการซื้อขายในตลาดหุ้นหรือสินทรัพ...]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="lead">Margin คืออะไร? สำหรับนักลงทุนหลายคน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการเพิ่มอำนาจการซื้อขายในตลาดหุ้นหรือสินทรัพย์ดิจิทัล คำว่า &#8216;มาร์จิ้น&#8217; คือเครื่องมือสำคัญที่เปรียบเสมือนดาบสองคม การใช้มาร์จิ้นช่วยให้คุณสามารถซื้อสินทรัพย์ได้มากกว่าเงินสดที่มีอยู่จริง แต่อีกด้านหนึ่งก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะความน่ากลัวของ &#8216;มาร์จิ้นคอล&#8217; ที่อาจบังคับให้นักลงทุนต้องขายสินทรัพย์ในเวลาที่ไม่ต้องการ</p>



<div class="highlight-box">
<h3>ใจความสำคัญ</h3>
<ul>
<li>Margin คือการยืมเงินจากโบรกเกอร์เพื่อใช้ในการลงทุน ทำให้มีอำนาจซื้อ (Buying Power) มากขึ้น</li>
<li>บัญชีมาร์จิ้น (Margin Account) เป็นบัญชีพิเศษที่อนุญาตให้นักลงทุนกู้ยืมเงินโดยใช้สินทรัพย์ในพอร์ตเป็นหลักประกัน</li>
<li>Margin Call คือการแจ้งเตือนจากโบรกเกอร์เมื่อมูลค่าหลักประกันในบัญชีลดลงต่ำกว่าระดับที่กำหนด (Maintenance Margin)</li>
<li>นักลงทุนที่ถูก Margin Call ต้องนำเงินมาเติมหรือขายสินทรัพย์บางส่วนออกไปเพื่อเพิ่มระดับมาร์จิ้น มิฉะนั้นอาจถูกบังคับขาย (Forced Sell)</li>
<li>การใช้มาร์จิ้นช่วยเพิ่มโอกาสทำกำไรได้สูงขึ้น แต่ในทางกลับกันก็สามารถขยายผลขาดทุนให้รุนแรงขึ้นได้เช่นกัน</li>
</ul>
</div>



<h2 class="wp-block-heading">Margin คืออะไร อธิบายแบบเข้าใจง่าย</h2>



<p>หากจะอธิบายให้เห็นภาพง่ายที่สุด Margin (มาร์จิ้น) ก็คือ &#8216;เงินกู้&#8217; ที่นักลงทุนได้รับจากบริษัทหลักทรัพย์หรือโบรกเกอร์เพื่อนำไปใช้ซื้อสินทรัพย์ลงทุน เช่น หุ้น, ฟิวเจอร์ส หรือคริปโทเคอร์เรนซี โดยนักลงทุนจะต้องวางเงินสดหรือสินทรัพย์ส่วนหนึ่งของตัวเองเป็น &#8216;หลักประกัน&#8217; และโบรกเกอร์จะให้เงินกู้ยืมในส่วนที่เหลือ</p>



<p>ลองนึกภาพการซื้อบ้านราคา 2 ล้านบาท คุณอาจมีเงินดาวน์ 400,000 บาท (20%) และกู้ธนาคารอีก 1,600,000 บาท (80%) ในโลกการลงทุนก็คล้ายกัน เงิน 400,000 บาทของคุณคือส่วนของทุน (Equity) และเงิน 1,600,000 บาทที่โบรกเกอร์ให้ยืมก็คือมาร์จิ้นนั่นเอง การทำเช่นนี้ช่วยให้นักลงทุนสามารถควบคุมสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงกว่าเงินทุนของตนเองได้ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เรียกว่า &#8216;Leverage&#8217;</p>



<h2 class="wp-block-heading">บัญชีมาร์จิ้น (Margin Account) ทำงานอย่างไร</h2>



<p>การจะใช้มาร์จิ้นได้ นักลงทุนจำเป็นต้องเปิด &#8216;บัญชีมาร์จิ้น&#8217; (Margin Account) ซึ่งแตกต่างจากบัญชีเงินสด (Cash Account) ทั่วไปที่บังคับให้คุณต้องจ่ายค่าสินทรัพย์เต็มจำนวนด้วยเงินสดที่คุณมีอยู่เท่านั้น</p>



<p>เมื่อเปิดบัญชีมาร์จิ้นและทำการซื้อขาย จะมีเงื่อนไขสำคัญ 2 ประการที่ต้องทำความเข้าใจ คือ Initial Margin และ Maintenance Margin ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่าคุณสามารถกู้ได้เท่าไหร่และต้องรักษาระดับหลักประกันไว้ที่เท่าใดเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา</p>



<h3 class="wp-block-heading">รู้จักสองคำสำคัญ: Initial Margin และ Maintenance Margin</h3>



<p>เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เรามาทำความเข้าใจสองคำนี้ผ่านตารางเปรียบเทียบกัน</p>



<div class="table-responsive">
<div class="content-table-wrap">
<table class="table content-table">
<thead>
<tr>
<th>หัวข้อ</th>
<th>Initial Margin (IM)</th>
<th>Maintenance Margin (MM)</th>
</tr>
</thead>
<tbody>
<tr>
<td><strong>ความหมาย</strong></td>
<td>เปอร์เซ็นต์ขั้นต่ำของมูลค่าการซื้อขายที่นักลงทุนต้องจ่ายด้วยเงินของตัวเอง ณ วันที่ซื้อ</td>
<td>เปอร์เซ็นต์ขั้นต่ำของมูลค่าสินทรัพย์ทั้งหมดในพอร์ตที่ต้องคงไว้เป็นส่วนทุนของนักลงทุนตลอดเวลา</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>ช่วงเวลาที่ใช้</strong></td>
<td>ใช้ตอนเริ่มต้นทำรายการซื้อขาย</td>
<td>ใช้ตรวจสอบสถานะบัญชีทุกวันหลังจากทำการซื้อขายไปแล้ว</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>วัตถุประสงค์</strong></td>
<td>เพื่อแสดงว่านักลงทุนมีความสามารถในการรับความเสี่ยงเบื้องต้น</td>
<td>เพื่อเป็นกันชนป้องกันความเสี่ยงในกรณีที่มูลค่าสินทรัพย์ลดลง</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>ตัวอย่าง</strong></td>
<td>ซื้อหุ้น 100,000 บาท โบรกเกอร์กำหนด IM 50% คุณต้องใช้เงินตัวเอง 50,000 บาท</td>
<td>หลังซื้อหุ้นไปแล้ว มูลค่าพอร์ตต้องมีส่วนทุนของคุณไม่ต่ำกว่าระดับ MM (เช่น 25% หรือ 30%)</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>



<p>กฎเกณฑ์เกี่ยวกับ IM และ MM อาจแตกต่างกันไปตามข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแลและนโยบายของแต่ละโบรกเกอร์ ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องตรวจสอบเงื่อนไขเหล่านี้ให้ดีก่อนเริ่มใช้บริการ</p>



<h2 class="wp-block-heading">มาร์จิ้นคอล (Margin Call) คืออะไร และทำไมน่ากลัว</h2>



<p>นี่คือจุดที่อันตรายที่สุดของการใช้มาร์จิ้น &#8216;มาร์จิ้นคอล&#8217; (Margin Call) หรือที่เรียกกันว่า &#8216;การถูกเรียกหลักประกันเพิ่ม&#8217; จะเกิดขึ้นเมื่อมูลค่าส่วนทุน (Equity) ในบัญชีของคุณลดลงต่ำกว่าระดับ Maintenance Margin (MM) ที่โบรกเกอร์กำหนดไว้</p>



<p>ตัวอย่างเช่น หากคุณมีพอร์ตมูลค่า 100,000 บาท (ทุนตัวเอง 40,000 บาท, เงินกู้ 60,000 บาท) และโบรกเกอร์กำหนด MM ไว้ที่ 30% หมายความว่าส่วนทุนของคุณต้องไม่ต่ำกว่า 30,000 บาท (30% ของ 100,000) แต่ถ้าหากราคาหุ้นในพอร์ตร่วงลงอย่างหนัก จนทำให้มูลค่าพอร์ตเหลือ 90,000 บาท ส่วนทุนของคุณจะเหลือเพียง 30,000 บาท (90,000 &#8211; 60,000) ซึ่งยังพอดีกับ MM แต่ถ้ามูลค่าพอร์ตร่วงไปที่ 80,000 บาท ส่วนทุนของคุณจะเหลือแค่ 20,000 บาท (80,000 &#8211; 60,000) ซึ่งต่ำกว่าระดับ MM ที่ 24,000 บาท (30% ของ 80,000) แล้ว ณ จุดนี้เองที่คุณจะได้รับ Margin Call</p>



<p>เมื่อถูก Margin Call คุณมีทางเลือกหลักๆ คือ:</p>



<ol class="wp-block-list">
<li><strong>เติมเงินเข้าบัญชี:</strong> นำเงินสดเข้ามาเพิ่มในบัญชีเพื่อให้ระดับส่วนทุนกลับไปอยู่เหนือ MM</li>



<li><strong>ขายสินทรัพย์บางส่วน:</strong> ขายหุ้นหรือสินทรัพย์ในพอร์ตออกไปเพื่อลดภาระหนี้และเพิ่มสัดส่วนทุน</li>
</ol>



<p>หากนักลงทุนไม่สามารถทำตามข้อใดข้อหนึ่งได้ภายในเวลาที่กำหนด โบรกเกอร์มีสิทธิ์ที่จะ &#8216;บังคับขาย&#8217; (Forced Sell หรือ Liquidation) สินทรัพย์ในพอร์ตของคุณได้ทันทีโดยไม่ต้องขออนุญาต เพื่อนำเงินมาชำระหนี้และลดความเสี่ยงของโบรกเกอร์เอง ซึ่งการถูกบังคับขายมักเกิดขึ้นในจังหวะที่ตลาดเป็นขาลงรุนแรง ทำให้นักลงทุนต้องขายขาดทุนในราคาที่ต่ำที่สุด และอาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมดหรือมากกว่านั้นได้</p>



<h2 class="wp-block-heading">ข้อดี-ข้อเสียของการใช้มาร์จิ้น</h2>



<p>การตัดสินใจใช้มาร์จิ้นควรมาจากการพิจารณาข้อดีข้อเสียอย่างรอบด้าน การเข้าใจทั้งสองด้านจะช่วยให้นักลงทุนประเมินได้ว่าเครื่องมือนี้เหมาะกับกลยุทธ์และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของตนเองหรือไม่ ซึ่งการกู้ยืมเงินมาลงทุนนั้นมีความเชื่อมโยงกับภาวะเศรษฐกิจในภาพรวมด้วยเช่นกัน การทำความเข้าใจเรื่อง <a href="https://www.bangkoktoday.net/what-is-credit-cycle-why-lending-booms-lead-to-problems/">Credit Cycle คืออะไร? ทำไมช่วงปล่อยกู้มากๆ มักตามมาด้วยปัญหา</a> จะช่วยให้เห็นภาพความเสี่ยงในระดับมหภาคได้ดียิ่งขึ้น</p>



<div class="pros-cons">
<h4>จุดเด่น (Pros)</h4>
<ul>
<li><strong>เพิ่มอำนาจการซื้อ (Increased Buying Power):</strong> สามารถซื้อสินทรัพย์ได้ในมูลค่าที่สูงกว่าเงินสดที่มีอยู่จริง</li>
<li><strong>เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน (Potential for Higher Returns):</strong> หากราคาของสินทรัพย์ปรับตัวขึ้น ผลตอบแทนที่ได้เมื่อเทียบกับเงินทุนของตัวเอง (ROE) จะสูงขึ้นเป็นทวีคูณ</li>
<li><strong>ความยืดหยุ่น:</strong> สามารถใช้เป็นแหล่งเงินทุนระยะสั้นโดยไม่ต้องขายสินทรัพย์ในพอร์ตออกมา</li>
</ul>
<h4>ข้อสังเกต (Cons)</h4>
<ul>
<li><strong>ขยายผลขาดทุน (Amplified Losses):</strong> เช่นเดียวกับที่มันขยายผลกำไร มันก็ขยายผลขาดทุนเช่นกัน หากราคาลดลง คุณจะขาดทุนหนักและเร็วกว่าการใช้เงินสด</li>
<li><strong>ดอกเบี้ยเงินกู้ (Interest Costs):</strong> เงินมาร์จิ้นคือเงินกู้ซึ่งมีดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย และดอกเบี้ยนี้จะสะสมไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นต้นทุนที่ลดทอนผลตอบแทนของคุณ</li>
<li><strong>ความเสี่ยงจาก Margin Call:</strong> มีความเสี่ยงที่จะถูกบังคับขายสินทรัพย์ในจังหวะเวลาที่เลวร้ายที่สุด ซึ่งอาจทำให้ขาดทุนอย่างหนัก</li>
</ul>
</div>



<h2 class="wp-block-heading">ใครที่เหมาะกับการเทรดด้วยมาร์จิ้น</h2>



<p>การเทรดด้วยมาร์จิ้นไม่ใช่สำหรับทุกคน โดยทั่วไปแล้วเหมาะสำหรับ:</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>นักลงทุนที่มีประสบการณ์:</strong> ผู้ที่เข้าใจกลไกตลาดและความเสี่ยงเป็นอย่างดี</li>



<li><strong>ผู้ที่ยอมรับความเสี่ยงได้สูง:</strong> สามารถรับมือกับความผันผวนรุนแรงและผลขาดทุนจำนวนมากได้</li>



<li><strong>นักลงทุนระยะสั้น (Trader):</strong> ผู้ที่ต้องการใช้ประโยชน์จากความเคลื่อนไหวของราคาในระยะสั้น</li>



<li><strong>ผู้ที่มีวินัยในการบริหารความเสี่ยง:</strong> มีการวางแผนจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) และจัดการความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ</li>
</ul>



<p>ก่อนตัดสินใจใช้มาร์จิ้น ควรมองภาพรวมทางการเงินของตนเองให้ชัดเจนเสียก่อน การประเมินภาระหนี้สินเทียบกับรายได้เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งหลักการนี้คล้ายกับการที่ธนาคารใช้พิจารณาสินเชื่อ ดังที่อธิบายในบทความ <a href="https://www.bangkoktoday.net/what-is-debt-to-income-dti-ratio-bank-loan-assessment/">Debt-to-Income (DTI) คืออะไร? ตัวเลขที่ธนาคารใช้ดูความสามารถผ่อน</a> เพื่อให้แน่ใจว่าคุณจะไม่สร้างภาระหนี้สินเกินตัว</p>



<h2 class="wp-block-heading">คำถามที่พบบ่อย (FAQ)</h2>



<h3 class="wp-block-heading">ดอกเบี้ยมาร์จิ้นคิดอย่างไร?</h3>



<p>โดยทั่วไปโบรกเกอร์จะคิดดอกเบี้ยเป็นรายวันจากยอดเงินกู้ที่คุณใช้ และมักจะสรุปยอดเพื่อเรียกเก็บเป็นรายเดือน อัตราดอกเบี้ยจะแตกต่างกันไปในแต่ละโบรกเกอร์และอาจขึ้นอยู่กับขนาดของวงเงินกู้ด้วย</p>



<h3 class="wp-block-heading">ถ้าไม่เติมเงินตอนโดน Margin Call จะเกิดอะไรขึ้น?</h3>



<p>หากคุณไม่ดำเนินการใดๆ (ไม่เติมเงินหรือไม่ขายสินทรัพย์) ภายในเวลาที่กำหนด โบรกเกอร์มีสิทธิ์บังคับขายสินทรัพย์ในพอร์ตของคุณ (Forced Sell) เพื่อชำระหนี้คืน ซึ่งคุณไม่สามารถเลือกได้ว่าจะขายตัวไหนหรือที่ราคาเท่าไหร่</p>



<h3 class="wp-block-heading">บัญชีมาร์จิ้นต่างจากบัญชีเงินสดอย่างไร?</h3>



<p>บัญชีเงินสด (Cash Account) กำหนดให้คุณต้องชำระค่าซื้อสินทรัพย์เต็มจำนวนด้วยเงินที่คุณมีในบัญชีเท่านั้น ส่วนบัญชีมาร์จิ้น (Margin Account) อนุญาตให้คุณยืมเงินจากโบรกเกอร์เพื่อซื้อสินทรัพย์ได้ ทำให้มีกำลังซื้อมากกว่าเงินสดที่มี</p>



<h3 class="wp-block-heading">สินทรัพย์ทุกชนิดสามารถใช้มาร์จิ้นซื้อได้หรือไม่?</h3>



<p>ไม่ได้ สินทรัพย์ที่สามารถซื้อด้วยมาร์จิ้นได้จะต้องเป็นสินทรัพย์ที่โบรกเกอร์อนุญาตเท่านั้น (Marginable Securities) โดยทั่วไปมักจะเป็นหุ้นในตลาดหลักที่มีสภาพคล่องสูง หรือกองทุน ETF บางประเภท แต่จะไม่รวมถึงหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงหรือหุ้น Penny Stock</p>



<h3 class="wp-block-heading">เราสามารถถอนเงินจากบัญชีมาร์จิ้นได้หรือไม่?</h3>



<p>คุณสามารถถอนเงินสดออกจากบัญชีมาร์จิ้นได้ ตราบใดที่มูลค่าส่วนทุนในบัญชียังคงสูงกว่าระดับมาร์จิ้นที่กำหนดไว้หลังจากถอนเงินออกไปแล้ว</p>



<p>โดยสรุป Margin คือเครื่องมือทางการเงินที่ทรงพลังที่สามารถเพิ่มผลตอบแทนได้อย่างมหาศาล แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงมากเช่นกัน การทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า Margin คืออะไร วิธีการทำงานของบัญชีมาร์จิ้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความน่ากลัวของ Margin Call คือสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนทุกคนก่อนที่จะตัดสินใจใช้เครื่องมือนี้ ควรเริ่มต้นด้วยวงเงินน้อยๆ และมีแผนบริหารความเสี่ยงที่ชัดเจนเสมอ</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
