<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" >

<channel>
	<title>ROA &#8211; BANGKOK TODAY</title>
	<atom:link href="https://www.bangkoktoday.net/tag/roa/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.bangkoktoday.net</link>
	<description>ข่าวธุรกิจโลก การเงิน และการลงทุน — พร้อมมุมมองเทคยุคดิจิทัล</description>
	<lastBuildDate>Thu, 18 Dec 2025 06:49:35 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>

<image>
	<url>https://www.bangkoktoday.net/wp-content/uploads/2025/12/cropped-BANGKOK-today-logofavicon-1-1-32x32.webp</url>
	<title>ROA &#8211; BANGKOK TODAY</title>
	<link>https://www.bangkoktoday.net</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ROE vs ROA คืออะไร? ใช้วัดประสิทธิภาพธุรกิจแบบไหนถึงเหมาะ</title>
		<link>https://www.bangkoktoday.net/what-is-roe-vs-roa-how-to-use-for-business-analysis/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[บางกอกทูเดย์ทีม]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 29 Dec 2025 13:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[การเงิน & การลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[ROA]]></category>
		<category><![CDATA[ROE]]></category>
		<category><![CDATA[การลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[วิเคราะห์หุ้น]]></category>
		<category><![CDATA[อัตราส่วนทางการเงิน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.bangkoktoday.net/?p=14456</guid>

					<description><![CDATA[สำหรับนักลงทุน การทำความเข้าใจว่า ROE vs ROA คืออะไร ถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการวิเคราะห์และประเมินประ...]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="lead">สำหรับนักลงทุน การทำความเข้าใจว่า ROE vs ROA คืออะไร ถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการวิเคราะห์และประเมินประสิทธิภาพของบริษัท อัตราส่วนทางการเงินทั้งสองตัวนี้เปรียบเสมือนเครื่องมือที่ช่วยส่องให้เห็นภาพความสามารถในการทำกำไรและบริหารจัดการของกิจการ แต่ก็ให้มุมมองที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ การเลือกใช้ให้ถูกสถานการณ์จะช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจได้อย่างแม่นยำและมั่นใจยิ่งขึ้น</p>
<div class="highlight-box">
<h3>Key takeaways</h3>
<ul>
<li>ROE (Return on Equity) คือ อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น วัดความสามารถของบริษัทในการสร้างกำไรจากเงินลงทุนของผู้ถือหุ้น</li>
<li>ROA (Return on Asset) คือ อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์รวม วัดประสิทธิภาพของบริษัทในการใช้สินทรัพย์ทั้งหมดเพื่อสร้างกำไร</li>
<li>ข้อแตกต่างสำคัญคือ ROE พิจารณาเฉพาะส่วนทุน ในขณะที่ ROA พิจารณาทั้งส่วนทุนและหนี้สิน (สินทรัพย์รวม)</li>
<li>ROE อาจถูกทำให้ดูสูงเกินจริงได้ด้วยการก่อหนี้ (Leverage) ในขณะที่ ROA ให้ภาพที่ชัดเจนกว่าเกี่ยวกับประสิทธิภาพการดำเนินงานหลัก</li>
<li>นักลงทุนควรใช้ทั้ง ROE และ ROA ควบคู่กันไป เพื่อให้ได้มุมมองที่สมบูรณ์เกี่ยวกับสุขภาพทางการเงินและประสิทธิภาพการบริหารของบริษัท</li>
</ul>
</div>
<h2>ทำความรู้จัก ROE (Return on Equity) ให้ลึกซึ้ง</h2>
<p>Return on Equity หรือ ROE คือ อัตราส่วนทางการเงินที่บอกว่า บริษัทสามารถสร้างผลตอบแทนได้มากน้อยเพียงใดจากเงินทุนที่มาจากส่วนของผู้ถือหุ้นเท่านั้น พูดง่ายๆ คือ &#8220;ทุกๆ 100 บาทที่ผู้ถือหุ้นลงไป บริษัทสร้างกำไรกลับมาได้กี่บาท&#8221; ค่านี้จึงเป็นที่นิยมในหมู่นักลงทุน เพราะมันสะท้อนถึงผลประโยชน์ที่ผู้ถือหุ้นจะได้รับโดยตรง</p>
<p>สูตรการคำนวณ ROE คือ:</p>
<p><strong>ROE = (กำไรสุทธิ / ส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ย) x 100</strong></p>
<p>โดยทั่วไปแล้ว ค่า ROE ที่สูงย่อมหมายถึงบริษัทมีความสามารถในการทำกำไรสูง และใช้เงินทุนจากผู้ถือหุ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ROE ก็มีจุดที่ต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง เพราะค่า ROE ที่สูงอาจไม่ได้มาจากผลการดำเนินงานที่ดีเสมอไป แต่อาจเกิดจากการที่บริษัทมีหนี้สินในระดับสูง ซึ่งทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้น (ตัวหาร) มีค่าน้อยลง และส่งผลให้ตัวเลข ROE พุ่งสูงขึ้นได้เช่นกัน</p>
<h2>เจาะลึก ROA (Return on Asset) คืออะไร</h2>
<p>Return on Asset หรือ ROA คือ อัตราส่วนทางการเงินที่วัดประสิทธิภาพของฝ่ายบริหารในการนำสินทรัพย์ทั้งหมดของบริษัท (ทั้งที่มาจากส่วนทุนและหนี้สิน) ไปใช้ในการสร้างกำไร มันตอบคำถามที่ว่า &#8220;สินทรัพย์ทั้งหมด 100 บาทของบริษัท สามารถสร้างกำไรได้กี่บาท&#8221;</p>
<p>สูตรการคำนวณ ROA คือ:</p>
<p><strong>ROA = (กำไรสุทธิ / สินทรัพย์รวมเฉลี่ย) x 100</strong></p>
<p>ROA ให้ภาพที่ครอบคลุมกว่า ROE ในแง่ของการบริหารจัดการสินทรัพย์ เนื่องจากมันไม่สนใจว่าสินทรัพย์นั้นได้มาด้วยเงินทุนจากแหล่งใด ไม่ว่าจะเป็นเงินกู้หรือเงินจากผู้ถือหุ้น ค่า ROA ที่สูงจึงบ่งชี้ว่าบริษัทมีการใช้สินทรัพย์ที่มีอยู่ทั้งหมดอย่างคุ้มค่าเพื่อสร้างผลกำไร ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงานหลัก (Core Operational Efficiency) ได้เป็นอย่างดี การทำความเข้าใจเรื่องนี้จึงเป็นพื้นฐานสำคัญของการ<a href="https://www.bangkoktoday.net/is-life-insurance-worth-it-3-conditions-to-check/" target="_blank">วางแผนการเงิน</a>เพื่อการลงทุน</p>
<h2>เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง ROE และ ROA</h2>
<p>เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น เราสามารถเปรียบเทียบความแตกต่างหลักๆ ของ ROE และ ROA ได้จากตารางด้านล่างนี้ ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนเลือกใช้เครื่องมือได้เหมาะสมกับสิ่งที่ต้องการวิเคราะห์</p>
<div class="content-table-wrap">
<table class="table table-bordered content-table">
<thead>
<tr>
<th>ประเด็นเปรียบเทียบ</th>
<th>ROE (Return on Equity)</th>
<th>ROA (Return on Asset)</th>
</tr>
</thead>
<tbody>
<tr>
<td><strong>ความหมาย</strong></td>
<td>อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น</td>
<td>อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์รวม</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>สูตรคำนวณ</strong></td>
<td>(กำไรสุทธิ / ส่วนของผู้ถือหุ้น) x 100</td>
<td>(กำไรสุทธิ / สินทรัพย์รวม) x 100</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>สิ่งที่ใช้วัด</strong></td>
<td>ความสามารถในการสร้างกำไรจากเงินทุนของผู้ถือหุ้น</td>
<td>ประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ทั้งหมดเพื่อสร้างกำไร</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>ผลกระทบจากหนี้สิน</strong></td>
<td>ได้รับผลกระทบสูง (หนี้สูง ROE อาจสูงขึ้น)</td>
<td>ได้รับผลกระทบน้อยกว่า ให้ภาพประสิทธิภาพการดำเนินงานที่แท้จริง</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>มุมมอง</strong></td>
<td>มุมมองของ &#8220;เจ้าของ&#8221; หรือ &#8220;ผู้ถือหุ้น&#8221;</td>
<td>มุมมองของ &#8220;ผู้บริหาร&#8221; และ &#8220;เจ้าหนี้&#8221;</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>เหมาะกับการใช้งาน</strong></td>
<td>เปรียบเทียบบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันที่มีโครงสร้างหนี้คล้ายกัน</td>
<td>เปรียบเทียบบริษัทข้ามอุตสาหกรรม หรือบริษัทที่มีโครงสร้างหนี้ต่างกัน</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<h2>ควรใช้ ROE หรือ ROA ตอนไหนถึงจะเหมาะสมที่สุด?</h2>
<p>คำถามสำคัญคือ แล้วเราควรจะเลือกใช้อัตราส่วนตัวไหนในการวิเคราะห์? คำตอบคือ &#8220;ใช้ทั้งสองอย่างประกอบกัน&#8221; เพราะแต่ละตัวให้ข้อมูลคนละแง่มุมซึ่งเติมเต็มซึ่งกันและกัน</p>
<ul>
<li><strong>ใช้ ROE เมื่อต้องการดูผลตอบแทนในมุมผู้ถือหุ้น:</strong> หากคุณเป็นนักลงทุนที่เน้นคุณค่า (Value Investor) และต้องการทราบว่าเงินลงทุนของคุณจะงอกเงยได้ดีแค่ไหน ROE คือคำตอบแรกๆ ที่ต้องดู อย่างไรก็ตาม ควรนำไปเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมและดูแนวโน้มในอดีตประกอบด้วย</li>
<li><strong>ใช้ ROA เมื่อต้องการวัดประสิทธิภาพการบริหาร:</strong> หากต้องการประเมินว่าฝ่ายบริหารของบริษัทเก่งแค่ไหนในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ทั้งหมดเพื่อสร้างรายได้ ROA คือตัวชี้วัดที่ตรงไปตรงมาที่สุด เพราะมันตัดผลกระทบจากโครงสร้างทางการเงินออกไป ทำให้เห็นฝีมือการบริหารล้วนๆ</li>
</ul>
<p>สถานการณ์ที่น่าสนใจคือเมื่อค่า ROE และ ROA ให้ผลที่แตกต่างกัน เช่น บริษัทที่มี ROE สูงมาก แต่ ROA อยู่ในระดับต่ำ นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าบริษัทใช้หนี้สินในปริมาณมากเพื่อขยายกิจการ (High Leverage) ซึ่งแม้จะสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นได้สูงในระยะสั้น แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงทางการเงินที่สูงขึ้นเช่นกัน ในทางกลับกัน บริษัทที่มีทั้ง ROE และ ROA สูงอย่างสม่ำเสมอ มักเป็นบริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและมีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งเป็นที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนระยะยาว การ<a href="https://www.bangkoktoday.net/how-to-save-money-on-low-salary-effectively/" target="_blank">ออมเงิน</a>เพื่อลงทุนในบริษัทลักษณะนี้จึงเป็นทางเลือกที่ดี</p>
<p>โดยสรุปแล้ว ไม่มีอัตราส่วนใดที่ดีกว่ากันอย่างสมบูรณ์แบบ ROE และ ROA ต่างก็เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ในการวิเคราะห์หุ้น นักลงทุนที่ชาญฉลาดจะใช้ข้อมูลจากทั้งสองอัตราส่วนนี้ร่วมกับข้อมูลอื่นๆ เช่น อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) และกระแสเงินสด เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนให้รอบด้านและลดความเสี่ยงให้ได้มากที่สุด</p>
<h2>คำถามที่พบบ่อย (FAQ)</h2>
<h3>ROE ที่ดีควรมีค่าเท่าไหร่?</h3>
<p>โดยทั่วไป ค่า ROE ที่สูงกว่า 15% ถือว่าค่อนข้างดีและน่าสนใจ อย่างไรก็ตาม ค่าที่เหมาะสมจะแตกต่างกันไปในแต่ละอุตสาหกรรม สิ่งสำคัญกว่าคือการดูความสม่ำเสมอของ ROE ในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา และเปรียบเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน</p>
<h3>ROA ที่ดีควรมีค่าเท่าไหร่?</h3>
<p>สำหรับ ROA ค่าที่สูงกว่า 5% มักจะถือว่าดี และถ้าสูงกว่า 20% จะถือว่ายอดเยี่ยมมาก เช่นเดียวกับ ROE ค่า ROA ก็ควรนำไปเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม เนื่องจากบางธุรกิจ เช่น ธุรกิจธนาคาร จะมีสินทรัพย์มหาศาลโดยธรรมชาติ ทำให้ ROA ต่ำกว่าธุรกิจประเภทอื่นๆ</p>
<h3>ทำไมธนาคารถึงมี ROA ต่ำ แต่ ROE สูงได้?</h3>
<p>เนื่องจากธนาคารดำเนินธุรกิจโดยมีสินทรัพย์ (เงินให้กู้) จำนวนมากเมื่อเทียบกับกำไร ทำให้ ROA (กำไร/สินทรัพย์รวม) มีค่าต่ำ แต่ในขณะเดียวกัน ธนาคารก็ใช้หนี้สิน (เงินฝาก) ในสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้น (Leverage สูง) ซึ่งการใช้หนี้ในระดับสูงนี้จะช่วยขยายผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นให้สูงขึ้นได้</p>
<h3>เราสามารถหาค่า ROE และ ROA ของบริษัทจดทะเบียนได้จากที่ไหน?</h3>
<p>นักลงทุนสามารถหาข้อมูลเหล่านี้ได้จากหลายแหล่ง เช่น รายงานประจำปี (แบบ 56-1 One Report), งบการเงินรายไตรมาสและรายปีของบริษัท, เว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET.or.th) ในส่วนของ &#8220;ข้อมูลหลักทรัพย์&#8221;, และแพลตฟอร์มข้อมูลทางการเงินต่างๆ เช่น Bloomberg, Refinitiv หรือแอปพลิเคชันสำหรับนักลงทุน</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
