อันดับเครดิต (Credit Rating) คืออะไร? ทำไมมีผลต่อดอกเบี้ยหุ้นกู้

อันดับเครดิต (Credit Rating) คือเครื่องมือสำคัญที่นักลงทุนใช้ประเมินความน่าเชื่อถือและความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออกหุ้นกู้ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่ออัตราดอกเบี้ยที่นักลงทุนจะได้รับ การทำความเข้าใจระบบการจัดอันดับนี้จึงเป็นหัวใจสำคัญของการลงทุนในตราสารหนี้ให้ประสบความสำเร็จ

สรุปใจความสำคัญ

  • อันดับเครดิต คือการประเมินความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ขององค์กรหรือรัฐบาล
  • จัดทำโดยสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เช่น TRIS Rating และ Fitch Ratings ในประเทศไทย
  • สัญลักษณ์ยิ่งใกล้เคียง AAA เท่าไหร่ ยิ่งหมายถึงความเสี่ยงต่ำ ความน่าเชื่อถือสูง
  • อันดับเครดิตสูง (ความเสี่ยงต่ำ) จะส่งผลให้ผู้ออกหุ้นกู้จ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำกว่า
  • อันดับเครดิตต่ำ (ความเสี่ยงสูง) ผู้ออกหุ้นกู้ต้องเสนออัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเพื่อจูงใจนักลงทุน

อันดับเครดิต (Credit Rating) คืออะไรกันแน่?

ลองจินตนาการว่าคุณจะให้เพื่อนยืมเงิน คุณคงอยากรู้ว่าเพื่อนคนนั้นมีประวัติการเงินดีแค่ไหน มีโอกาสจะคืนเงินตรงเวลาหรือไม่ ในโลกของการลงทุนก็เช่นกัน เมื่อบริษัทหรือรัฐบาลต้องการระดมทุนโดยการออกตราสารหนี้หรือหุ้นกู้ พวกเขาก็เปรียบเสมือน ‘ผู้กู้’ และนักลงทุนคือ ‘ผู้ให้กู้’

อันดับเครดิต หรือ Credit Rating ก็คือ ‘คะแนนความน่าเชื่อถือ’ ที่มอบให้กับผู้ออกหุ้นกู้เหล่านั้น โดยเป็นตัวชี้วัดที่ประเมินจากปัจจัยรอบด้าน ทั้งสถานะทางการเงิน ความสามารถในการทำกำไร โครงสร้างหนี้สิน ไปจนถึงภาพรวมของอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ เพื่อสรุปออกมาเป็นความน่าจะเป็นที่ผู้ออกหุ้นกู้จะสามารถชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยได้ครบถ้วนตามกำหนดเวลาหรือไม่

ใครเป็นผู้จัดอันดับเครดิต?

การประเมินความน่าเชื่อถือนี้ไม่ได้ทำกันขึ้นมาลอยๆ แต่ต้องดำเนินการโดยสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agencies) ที่เป็นหน่วยงานอิสระและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง สำหรับในประเทศไทย สถาบันที่เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากสำนักงาน ก.ล.ต. ได้แก่:

  • บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด (TRIS Rating): เป็นสถาบันจัดอันดับเครดิตแห่งแรกของประเทศไทย มีความเชี่ยวชาญในตลาดทุนไทยเป็นอย่างดี
  • บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด (Fitch Ratings): เป็นสาขาของ Fitch Ratings ซึ่งเป็นหนึ่งในสามสถาบันจัดอันดับเครดิตยักษ์ใหญ่ของโลก (ร่วมกับ Moody’s และ S&P Global Ratings)

สถาบันเหล่านี้จะทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและให้สัญลักษณ์อันดับเครดิตออกมา ซึ่งกลายเป็นมาตรฐานที่นักลงทุนทั่วโลกใช้อ้างอิงในการตัดสินใจ

สัญลักษณ์อันดับเครดิต บอกอะไรเราได้บ้าง?

สัญลักษณ์ที่ใช้ในการจัดอันดับเครดิตมักจะเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษ ตั้งแต่ AAA (น่าเชื่อถือสูงสุด) ไปจนถึง D (ผิดนัดชำระหนี้) โดยสามารถแบ่งกลุ่มหลักๆ ได้เป็น 2 ประเภท คือ ระดับน่าลงทุน (Investment Grade) และระดับต่ำกว่าน่าลงทุนหรือที่เรียกว่าระดับเก็งกำไร (Speculative Grade)

อันดับเครดิต ความหมาย ระดับความเสี่ยง
AAA มีความน่าเชื่อถือสูงสุด มีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ต่ำที่สุด ต่ำมาก
AA มีความน่าเชื่อถือสูงมาก ความเสี่ยงต่ำมาก ต่ำมาก
A มีความน่าเชื่อถือสูง แต่มีความอ่อนไหวต่อสภาพเศรษฐกิจมากกว่ากลุ่มบน ต่ำ
BBB มีความน่าเชื่อถือในระดับที่เพียงพอ แต่อาจมีความเสี่ยงหากเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลง ปานกลาง
BB มีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้อยู่บ้าง มีความสามารถในการชำระหนี้ในระยะสั้น ค่อนข้างสูง (เก็งกำไร)
B มีความเสี่ยงสูงในการผิดนัดชำระหนี้ แต่ยังคงสามารถชำระหนี้ได้ตามเงื่อนไข สูง (เก็งกำไร)
CCC, CC, C มีความเสี่ยงสูงมากในการผิดนัดชำระหนี้ ขึ้นอยู่กับสภาวะทางธุรกิจและการเงินที่ดี สูงมาก (เก็งกำไร)
D มีการผิดนัดชำระหนี้แล้ว ผิดนัดชำระหนี้

นอกจากนี้ อาจมีเครื่องหมายบวก (+) หรือลบ (-) ต่อท้าย เช่น A+ หรือ BBB- เพื่อจัดอันดับย่อยภายในกลุ่มเดียวกันให้ละเอียดมากยิ่งขึ้น

อ่านเพิ่ม: NPL คืออะไร? อ่านสัดส่วนหนี้เสียเพื่อดูสุขภาพธนาคาร

ความสัมพันธ์ระหว่างอันดับเครดิตกับดอกเบี้ยหุ้นกู้

หัวใจสำคัญที่นักลงทุนต้องเข้าใจคือความสัมพันธ์แบบ ‘ผกผัน’ ระหว่างอันดับเครดิตกับอัตราดอกเบี้ย (หรือผลตอบแทน) ของหุ้นกู้ กล่าวคือ:

  • อันดับเครดิตสูง = ความเสี่ยงต่ำ = ดอกเบี้ยต่ำ: บริษัทที่มีความน่าเชื่อถือระดับ AAA หรือ AA เปรียบเสมือนลูกหนี้ชั้นดีที่มีโอกาสเบี้ยวหนี้น้อยมาก นักลงทุนจึงสบายใจที่จะให้กู้แม้จะได้รับผลตอบแทน (ดอกเบี้ย) ไม่สูงนัก บริษัทเหล่านี้จึงสามารถระดมทุนได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำ
  • อันดับเครดิตต่ำ = ความเสี่ยงสูง = ดอกเบี้ยสูง: ในทางกลับกัน บริษัทที่มีอันดับเครดิตในระดับเก็งกำไร (Speculative Grade) เช่น BB หรือ B ลงไป มีความเสี่ยงที่นักลงทุนจะไม่ได้เงินคืนสูงกว่า เพื่อจูงใจให้นักลงทุนกล้าที่จะเสี่ยง บริษัทจึงต้องเสนอ ‘ค่าตอบแทนความเสี่ยง’ ในรูปแบบของอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ดังนั้น เมื่อคุณเห็นหุ้นกู้ที่ให้ดอกเบี้ยสูงๆ สิ่งแรกที่ควรตรวจสอบคือ ‘อันดับเครดิต’ เพราะผลตอบแทนที่สูงนั้นมักจะมาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นเป็นเงาตามตัวเสมอ

อ่านเพิ่ม: Debt-to-Income (DTI) คืออะไร? ตัวเลขที่ธนาคารใช้ดูความสามารถผ่อน

นักลงทุนจะใช้อันดับเครดิตให้เป็นประโยชน์ได้อย่างไร?

สำหรับนักลงทุน อันดับเครดิตเป็นเครื่องมือชั้นดีในการคัดกรองและบริหารความเสี่ยงเบื้องต้น โดยสามารถนำไปใช้ได้ดังนี้

  1. ประเมินความเสี่ยงเบื้องต้น: ใช้เป็นตัวกรองแรกในการดูว่าหุ้นกู้ตัวนั้นๆ มีความเสี่ยงอยู่ในระดับที่เรายอมรับได้หรือไม่
  2. สร้างพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสม: นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อยอาจเลือกเน้นลงทุนในหุ้นกู้ระดับ Investment Grade เป็นหลัก ในขณะที่นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและต้องการผลตอบแทนเพิ่มขึ้น อาจแบ่งเงินส่วนหนึ่งไปลงทุนในหุ้นกู้ระดับ Speculative Grade
  3. เปรียบเทียบหุ้นกู้: หากมีหุ้นกู้หลายตัวในอุตสาหกรรมเดียวกันเสนอขาย อันดับเครดิตจะช่วยให้เราเปรียบเทียบได้ว่าบริษัทไหนมีพื้นฐานทางการเงินที่แข็งแกร่งกว่ากัน

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องจำไว้คือ อันดับเครดิตไม่ได้รับประกันผลตอบแทน และเป็นเพียงการประเมินความน่าจะเป็น ณ วันที่จัดอันดับเท่านั้น สถานการณ์ของบริษัทสามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ นักลงทุนจึงควรศึกษาข้อมูลอื่นๆ ประกอบด้วย เช่น งบการเงิน แนวโน้มอุตสาหกรรม และข่าวสารของบริษัท ก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง

โดยสรุป อันดับเครดิตคือเข็มทิศนำทางที่ช่วยให้นักลงทุนประเมินความเสี่ยงของหุ้นกู้ได้อย่างเป็นระบบ การเข้าใจความหมายของสัญลักษณ์ต่างๆ และความสัมพันธ์กับอัตราดอกเบี้ย จะช่วยให้คุณสามารถตัดสินใจลงทุนในตราสารหนี้ได้อย่างชาญฉลาดและสอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินของตนเอง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่?

ได้แน่นอน สถาบันจัดอันดับเครดิตจะมีการทบทวนอันดับเครดิตเป็นระยะๆ หากสถานะทางการเงินหรือปัจจัยแวดล้อมของบริษัทเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น (Upgrade) หรือแย่ลง (Downgrade) อันดับเครดิตก็จะถูกปรับเปลี่ยนตามไปด้วย

Investment Grade กับ Speculative Grade ต่างกันอย่างไร?

Investment Grade (ระดับน่าลงทุน) คือหุ้นกู้ที่มีอันดับเครดิตตั้งแต่ BBB- ขึ้นไป ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ต่ำ เหมาะสำหรับนักลงทุนทั่วไป ส่วน Speculative Grade (ระดับเก็งกำไร) หรือ High-Yield Bond คือหุ้นกู้ที่มีอันดับเครดิตต่ำกว่า BBB- ลงมา ซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่า แต่ก็ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าเพื่อชดเชยความเสี่ยง

หุ้นกู้ที่ไม่มีอันดับเครดิต (Unrated Bond) น่าลงทุนไหม?

หุ้นกู้ที่ไม่มีอันดับเครดิตมักจะมาจากบริษัทขนาดเล็กหรือบริษัทที่ไม่ได้ต้องการระดมทุนจากนักลงทุนในวงกว้าง การลงทุนในหุ้นกู้ประเภทนี้มีความเสี่ยงสูงมาก เนื่องจากขาดข้อมูลที่ผ่านการประเมินจากหน่วยงานกลาง นักลงทุนต้องอาศัยการวิเคราะห์เชิงลึกด้วยตนเองทั้งหมด จึงไม่เหมาะกับนักลงทุนทั่วไป

ดูอันดับเครดิตของหุ้นกู้ได้จากที่ไหน?

โดยทั่วไปสามารถดูได้จากหนังสือชี้ชวนเสนอขายหุ้นกู้ (Prospectus) หรือจากเว็บไซต์ของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) รวมถึงเว็บไซต์ของสถาบันจัดอันดับเครดิตโดยตรง เช่น TRIS Rating

เรื่องแนะนำ