ดอกเบี้ยลดต้นลดดอกคืออะไร ทำไมจ่ายเท่ากันทุกเดือนแต่เงินต้นลดไม่เท่ากัน

ดอกเบี้ยลดต้นลดดอกคืออะไร ทำไมจ่ายเท่ากันทุกเดือนแต่เงินต้นลดไม่เท่ากัน

ดอกเบี้ยลดต้นลดดอก หรือ Effective Rate คือการคิดดอกเบี้ยจาก “เงินต้นคงเหลือ” ในแต่ละงวด ไม่ใช่เงินต้นก้อนเดิมตลอดสัญญา ดังนั้น แม้สัญญาจะกำหนดให้จ่ายเงินกู้เท่ากันทุกเดือน แต่จำนวนเงินที่ถูกนำไปตัดเงินต้นจะไม่เท่ากัน โดยช่วงแรกมักตัดเงินต้นได้น้อยกว่า เพราะต้องจ่ายดอกเบี้ยจากยอดหนี้ที่ยังสูงอยู่

จำง่าย ๆ: เงินที่จ่ายในแต่ละงวด = ดอกเบี้ยของงวดนั้น + เงินต้นที่ลดลง หากยอดผ่อนเท่ากัน แต่ดอกเบี้ยลดลงตามเงินต้นคงเหลือ ส่วนที่เหลือจึงถูกนำไปตัดเงินต้นมากขึ้น

ลดต้นลดดอกคืออะไร

ดอกเบี้ยเงินกู้มีหน้าที่เป็นค่าตอบแทนที่ผู้กู้จ่ายให้ผู้ให้กู้ วิธีคิดแบบลดต้นลดดอกจะนำยอดเงินต้นที่ยังค้างอยู่มาคำนวณดอกเบี้ยในงวดนั้น เมื่อชำระเงินไปแล้วบางส่วน เงินต้นคงเหลือก็ลดลง และดอกเบี้ยของงวดถัดไปจึงมีโอกาสลดลงตาม

หลักการนี้ต่างจากดอกเบี้ยแบบเงินต้นคงที่ หรือ Flat Rate ซึ่งคำนวณดอกเบี้ยจากเงินต้นเต็มจำนวนตลอดช่วงเวลาที่กำหนด แม้ผู้กู้จะทยอยชำระเงินต้นไปแล้วก็ตาม ตัวเลขอัตราดอกเบี้ยของสองวิธีจึงไม่ควรนำมาเทียบกันตรง ๆ เพราะเป็นคนละฐานการคำนวณ

ทำไมจ่ายเท่ากันทุกเดือน แต่เงินต้นลดไม่เท่ากัน

ให้แยกเงินผ่อนออกเป็นสองส่วนก่อน คือ “ดอกเบี้ย” และ “เงินต้น” ในแต่ละเดือน

  1. คำนวณดอกเบี้ยจากเงินต้นคงเหลือของงวดนั้น
  2. นำเงินที่จ่ายทั้งหมดลบด้วยดอกเบี้ย เพื่อหาเงินต้นที่ถูกตัด
  3. นำเงินต้นเดิมลบด้วยเงินต้นที่ถูกตัด เพื่อหายอดคงเหลือสำหรับงวดถัดไป

เมื่อเริ่มกู้ เงินต้นคงเหลือยังมาก ดอกเบี้ยจึงกินสัดส่วนของค่างวดมากกว่า เงินที่เหลือไปตัดเงินต้นจึงน้อยกว่า พอผ่านไปหลายงวด ยอดเงินต้นลดลง ดอกเบี้ยก็ลดลง แม้ยอดชำระรวมยังเท่าเดิม เงินส่วนที่เหลือไปตัดเงินต้นจึงมากขึ้น

นี่คือเหตุผลที่ผู้กู้อาจรู้สึกว่า “จ่ายมาหลายเดือนแล้ว แต่หนี้ลดไม่เร็ว” ในช่วงต้นของสัญญา ไม่ได้แปลว่าการชำระเงินผิดปกติเสมอไป แต่เป็นผลจากโครงสร้างการคำนวณแบบลดต้นลดดอก

ตัวอย่างวิธีคิดดอกเบี้ยลดต้นลดดอก

จัดเป็นภาพเดียวแบบเส้นทาง 3 ช่วงจากซ้ายไปขวา: จุดตั้งต้นของหนี้ 12,000 บาท → ตัวอย่างวิธีคิดดอกเบี้ยลดต้นลดดอก

ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นกรณีสมมติที่ใช้เพื่ออธิบายกลไก ไม่ใช่ข้อเสนอหรือเกณฑ์สากล: กู้เงิน 12,000 บาท ผ่อน 6 เดือน อัตราดอกเบี้ย 24% ต่อปี และใช้อัตรารายเดือน 2% เพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้น โดยสมมติว่าค่างวดถูกปัดเป็น 2,150 บาทใน 5 งวดแรก และปรับงวดสุดท้ายตามยอดที่เหลือ

งวดที่ 1

ดอกเบี้ย = 12,000 × 2% = 240 บาท

เงินต้นที่ลดลง = 2,150 − 240 = 1,910 บาท

เงินต้นคงเหลือ = 12,000 − 1,910 = 10,090 บาท

งวดที่ 2

ดอกเบี้ย = 10,090 × 2% = 201.80 บาท

เงินต้นที่ลดลง = 2,150 − 201.80 = 1,948.20 บาท

จะเห็นว่าแม้จ่าย 2,150 บาทเท่าเดิม แต่เงินต้นงวดที่ 2 ลดลงมากกว่างวดแรก เพราะดอกเบี้ยลดจาก 240 บาทเหลือ 201.80 บาท

เมื่อเดินหน้าไปถึงงวดท้าย ๆ

หากคำนวณต่อ เงินต้นจะลดลงเป็นลำดับ ดอกเบี้ยก็ลดลงตาม ตัวอย่างยอดโดยประมาณคือ งวดที่ 3 ดอกเบี้ย 162.84 บาท งวดที่ 4 ประมาณ 123.09 บาท และงวดที่ 5 ประมาณ 82.55 บาท ส่วนงวดสุดท้ายจะปรับยอดชำระให้พอดีกับหนี้ที่เหลือ โดยตัวอย่างของธนาคารแห่งประเทศไทยระบุกรณีนี้ว่า 5 งวดแรกชำระงวดละ 2,150 บาท และงวดสุดท้าย 2,093 บาท ทั้งนี้ ตัวเลขจริงอาจต่างกันตามวิธีนับวัน การปัดเศษ และเงื่อนไขในสัญญา

สูตรและวิธีคิดที่ควรรู้ก่อนตรวจสัญญา

สูตรพื้นฐานสำหรับตรวจความเข้าใจคือ

ดอกเบี้ยของงวด = เงินต้นคงเหลือ × อัตราดอกเบี้ยของงวด

ถ้าอัตราที่ระบุเป็นรายปีต้องดูสัญญาว่าผู้ให้กู้แปลงเป็นรายเดือนหรือคิดตามจำนวนวันอย่างไร ตัวอย่างหนึ่งที่ใช้การนับวันคือ เงินต้นคงเหลือ × อัตราดอกเบี้ยต่อปี × จำนวนวันในงวด ÷ จำนวนวันในปี ดังนั้นอย่านำสูตรรายเดือนมาใช้แทนสูตรรายวันโดยไม่ตรวจเงื่อนไขก่อน

สำหรับสินเชื่อที่กำหนดค่างวดเท่ากัน ผู้ให้กู้มักใช้สูตรค่างวดแบบผ่อนชำระเป็นงวดเพื่อให้ยอดจ่ายใกล้เคียงกันตลอดสัญญา แต่ยอดจริงอาจมีการปัดเศษ และงวดสุดท้ายอาจไม่เท่ากับงวดก่อนหน้า สิ่งที่ควรขอดูคือเอกสารแสดงการแบ่งค่างวดว่าแต่ละเดือนเป็นดอกเบี้ยเท่าไร ตัดเงินต้นเท่าไร และเหลือหนี้เท่าไร

การจ่ายเพิ่มหรือโปะมีผลอย่างไร

ในระบบลดต้นลดดอก การชำระเงินต้นเร็วขึ้นย่อมทำให้ฐานที่ใช้คำนวณดอกเบี้ยงวดถัดไปลดลง จึงอาจช่วยลดดอกเบี้ยรวมและระยะเวลาผ่อนได้ แต่ผลจริงต้องดูว่าสัญญาอนุญาตให้โปะอย่างไร เงินที่จ่ายเพิ่มถูกนำไปตัดเงินต้นทันทีหรือไม่ และมีค่าธรรมเนียมชำระก่อนกำหนดหรือเงื่อนไขอื่นหรือเปล่า

หากมีเงินก้อน ไม่ควรดูแค่ว่า “จ่ายเพิ่มแล้วค่างวดลดไหม” เพราะบางสัญญายังคงค่างวดเดิม แต่ลดจำนวนงวดที่เหลือ ขณะที่บางสัญญาอาจปรับค่างวดใหม่ การขอใบคำนวณยอดปิดบัญชีหรือยอดคงเหลือหลังโปะจากผู้ให้กู้จะตอบได้แม่นกว่าการประมาณจากยอดค่างวดเพียงอย่างเดียว

Effective Rate ต่างจาก Flat Rate อย่างไร

Effective Rate เป็นชื่อที่ใช้เรียกอัตราหรือวิธีคิดแบบลดต้นลดดอก โดยดอกเบี้ยผูกกับเงินต้นคงเหลือ ส่วน Flat Rate หรือเงินต้นคงที่ คิดจากเงินต้นเต็มจำนวนตามเงื่อนไขที่กำหนด แม้ยอดหนี้จะทยอยลดลงแล้ว

ตัวอย่างเช่น อัตรา Flat Rate 4% ต่อปีอาจดูต่ำกว่า Effective Rate 6% ต่อปีเมื่อมองเฉพาะตัวเลข แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยยกวิธีแปลงแบบคร่าว ๆ ว่า Flat Rate 4% × 1.8 ได้ประมาณ 7.2% แบบลดต้นลดดอก จึงอาจแพงกว่า Effective Rate 6% ในตัวอย่างนั้น อย่างไรก็ตาม ตัวคูณ 1.8 เป็นเพียงค่าประมาณ ไม่ใช่สูตรที่ใช้แทนการคำนวณต้นทุนจริงได้ทุกสัญญา

เวลาจะเปรียบเทียบดอกเบี้ยเงินกู้ ให้แปลงอัตราเป็นวิธีเดียวกันก่อน แล้วดูยอดเงินที่ต้องจ่ายตลอดสัญญาร่วมกับค่าใช้จ่ายอื่น ระยะเวลาผ่อน เงื่อนไขโปะ และค่าปรับ ไม่ควรตัดสินจากตัวเลขอัตราดอกเบี้ยที่อยู่คนละระบบ

ข้อดีและข้อจำกัดของดอกเบี้ยลดต้นลดดอก

ข้อดี

  • ดอกเบี้ยงวดถัดไปสะท้อนยอดเงินต้นที่เหลือจริงมากกว่า
  • เมื่อเงินต้นลด ดอกเบี้ยก็มีโอกาสลด ทำให้การโปะเงินต้นมีประโยชน์ต่อดอกเบี้ยรวม
  • เหมาะกับการทำความเข้าใจต้นทุนของสินเชื่อระยะยาว เช่น สินเชื่อที่อยู่อาศัย โดยต้องพิจารณาอัตราและเงื่อนไขเฉพาะสัญญาด้วย

ข้อจำกัด

  • การคำนวณซับซ้อนกว่าการคิดดอกเบี้ยจากเงินต้นเต็มจำนวน
  • ค่างวดช่วงแรกอาจมีสัดส่วนดอกเบี้ยสูง ทำให้เงินต้นลดช้ากว่าที่คาด
  • หากอัตราดอกเบี้ยเป็นอัตราลอยตัว ค่างวดหรือดอกเบี้ยในอนาคตอาจเปลี่ยนแปลงตามเงื่อนไขสัญญา

เช็กอะไรบ้างก่อนกู้หรือรีไฟแนนซ์

ก่อนเซ็นสัญญา ให้ดูเอกสารให้ครบว่าระบุวิธีคิดแบบใด อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงคืออะไร และค่างวดที่แจ้งเป็นยอดคงที่ตลอดสัญญาหรือเป็นเพียงช่วงแรก จากนั้นขอรายละเอียดต่อไปนี้

  • ยอดเงินต้น ดอกเบี้ย และยอดคงเหลือแยกเป็นรายงวด
  • ดอกเบี้ยรวมตลอดอายุสัญญา ไม่ใช่ดูเฉพาะอัตราต่อปี
  • ค่าธรรมเนียม ประกัน ค่าใช้จ่ายประกอบ และค่าปรับที่เกี่ยวข้อง
  • เงื่อนไขการชำระเกินค่างวด การโปะ และการปิดบัญชีก่อนกำหนด
  • วิธีนับวันและการปัดเศษ โดยเฉพาะสินเชื่อที่คิดดอกเบี้ยเป็นรายวัน

สรุปคือ ค่างวดที่เท่ากันไม่ได้หมายความว่าส่วนที่ตัดเงินต้นจะเท่ากัน เพราะดอกเบี้ยของแบบลดต้นลดดอกถูกคำนวณจากยอดเงินต้นคงเหลือ ช่วงแรกดอกเบี้ยจึงสูงกว่าและเงินต้นลดน้อยกว่า เมื่อยอดหนี้ลดลง ดอกเบี้ยลดลง และเงินส่วนที่เหลือจากค่างวดจะไปตัดเงินต้นมากขึ้น การอ่านตารางผ่อนและเปรียบเทียบต้นทุนด้วยวิธีคิดเดียวกันจึงสำคัญกว่าการมองแค่คำว่า “ดอกเบี้ยกี่เปอร์เซ็นต์”