กรอบนโยบาย Fed อาจเปลี่ยนครั้งใหญ่ สัญญาณเลิก ‘Dot Plot’ ใช้ ‘เป้าเงินเฟ้อแบบช่วง’
กรอบนโยบาย Fed อาจเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในอนาคต โดยมีข้อเสนอให้ยกเลิก Dot Plot และเปลี่ยนเป้าหมายเงินเฟ้อ 2% เป็นแบบช่วง พร้อมลดบทบาทของธนาคารกลาง
ประเด็นสำคัญ
- มีข้อเสนอให้ยกเลิกการคาดการณ์ดอกเบี้ย ‘Dot Plot’ เพื่อลดการชี้นำตลาดในระยะสั้น
- เสนอให้เปลี่ยนเป้าหมายเงินเฟ้อคงที่ 2% ไปเป็นแบบ ‘ช่วง’ เช่น 1.5%-2.5% เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น
- เรียกร้องให้ Fed ลดบทบาทในระบบเศรษฐกิจ กลับไปเป็นกลไกเบื้องหลัง และประสานงานกับกระทรวงการคลังมากขึ้น
สิ่งที่ต้องจับตา (What to watch)
- การเสนอชื่อประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ คนใหม่ ซึ่งอาจเป็นผู้ตัดสินใจหลักในการเปลี่ยนแปลงกรอบนโยบาย
- ความชัดเจนเกี่ยวกับแนวคิด ‘เป้าหมายเงินเฟ้อแบบช่วง’ ว่าจะถูกนำมาพิจารณาอย่างจริงจังเมื่อใด หลังเงินเฟ้อกลับสู่ภาวะปกติ
- ทิศทางนโยบายการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดต่อไป และระดับความร่วมมือกับนโยบายการเงินของ Fed
เสนอเปลี่ยนเป้าเงินเฟ้อ-ยกเลิก Dot Plot
นายเบสเซนต์ (Bessent) ได้ให้ความเห็นผ่านพอดแคสต์เมื่อวันที่ 23 ธันวาคมที่ผ่านมา ถึงแนวทางการปรับเปลี่ยนกรอบนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในอนาคต โดยเสนอให้มีการทบทวนเครื่องมือสื่อสารและเป้าหมายหลักที่ใช้มาอย่างยาวนาน เขาเชื่อว่าเมื่ออัตราเงินเฟ้อกลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมที่ระดับ 2% ได้แล้ว Fed ควรพิจารณาเปลี่ยนเป้าหมายแบบจุดเดียว ไปสู่เป้าหมายแบบ ‘ช่วง’ (Range) เช่น 1.5% ถึง 2.5% หรือ 1% ถึง 3% เพื่อให้สอดคล้องกับธรรมชาติของระบบเศรษฐกิจที่ซับซ้อนและไม่เป็นเส้นตรง
นอกจากนี้ เขายังได้ส่งสัญญาณว่า ‘Dot Plot’ หรือแผนภาพคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยของกรรมการ Fed อาจถูกยกเลิกในอนาคต โดยเฉพาะหากมีการเปลี่ยนแปลงตัวประธาน Fed คนใหม่ แนวคิดเบื้องหลังคือการลดการชี้นำตลาดที่มากเกินไป และลดการที่ตลาดตีความคำพูดของเจ้าหน้าที่ Fed ทุกคำ ซึ่งจะทำให้กระบวนการกำหนดนโยบายมีความชัดเจนและคาดการณ์ได้ง่ายขึ้น
เรียกร้อง Fed ลดบทบาท กลับสู่เบื้องหลัง
หนึ่งในข้อเสนอที่สำคัญคือการเรียกร้องให้ Fed ลดบทบาทและขนาดขององค์กรลง เพื่อยุติสิ่งที่เรียกว่านโยบายการเงินแบบ ‘เพิ่มฟังก์ชัน’ (gain of function) ซึ่งทำให้ธนาคารกลางกลายเป็นผู้เล่นหลักในเวทีเศรษฐกิจตลอดเวลา โดยบุคคลที่อาจได้รับการเสนอชื่อเป็นประธาน Fed ในอนาคต เช่น นายเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) และนายคริส วอลเลอร์ (Chris Waller) ก็มีแนวโน้มที่จะสนับสนุนแนวทางนี้เช่นกัน
วิจารณ์ QE สร้างความเหลื่อมล้ำ
นายเบสเซนต์ได้วิพากษ์วิจารณ์นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ที่ Fed ใช้มานานหลายปีอย่างรุนแรง โดยเรียกมันว่าเป็น ‘เครื่องยนต์แห่งความไม่เท่าเทียม’ (engine of inequality) เขาให้เหตุผลว่าการที่ Fed เข้าซื้อสินทรัพย์จำนวนมหาศาลเป็นการผลักดันราคาสินทรัพย์ให้สูงขึ้นอย่างผิดธรรมชาติ ส่งผลให้ช่องว่างความมั่งคั่งระหว่างกลุ่มคนที่มีสินทรัพย์และกลุ่มคนทำงานทั่วไปถ่างกว้างขึ้น นอกจากนี้ เขายังชี้ว่าปัจจุบัน Fed กำลังเผชิญผลขาดทุนราว 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.11 ล้านล้านบาท) ต่อปี จากการถือครองพันธบัตรที่ซื้อมาในราคาสูง
ความร่วมมือระหว่าง Fed และกระทรวงการคลัง
นายเบสเซนต์เสนอว่า Fed ควรทำงานร่วมกับกระทรวงการคลังอย่างใกล้ชิดมากขึ้น โดยอ้างอิงรูปแบบของธนาคารกลางเยอรมนี เขากล่าวว่าหากกระทรวงการคลังสามารถแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการควบคุมการขาดดุลงบประมาณได้สำเร็จ (เป้าหมายที่ 3% ของ GDP ภายในปี 2026) Fed ก็ควรจะสนับสนุนด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อ ‘ปูทาง’ ให้กับการรัดเข็มขัดทางการคลัง นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงนโยบาย ‘Trump accounts’ ซึ่งจะมอบเงินลงทุนเริ่มต้น 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 31,100 บาท) ให้กับเด็กแรกเกิดทุกคนในสหรัฐฯ เพื่อส่งเสริมการเป็นเจ้าของสินทรัพย์ในวงกว้าง
ตารางตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-Check)
| ประเด็น | ข้อมูลจากแหล่งข่าว | ผลตรวจสอบของ AI | สถานะ |
|---|---|---|---|
| ข้อเสนอเป้าเงินเฟ้อแบบช่วง | สนับสนุนการใช้ ‘ช่วง’ (เช่น 1.5% ถึง 2.5% หรือ 1% ถึง 3%) แทนเป้าหมาย 2% | เนื้อหาระบุข้อเสนอนี้อย่างชัดเจน ว่าเป็นแนวทางในอนาคตหลังเงินเฟ้อถูกควบคุมแล้ว | ตรง |
| การยกเลิก Dot Plot | ประธาน Fed คนใหม่อาจพิจารณายกเลิก ‘Dot Plot’ | เป็นข้อเสนอแนะที่เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงผู้นำ Fed ในอนาคตตามที่ระบุในแหล่งข่าว | ตรง |
| ตัวเลขขาดทุนของ Fed | Fed ขาดทุนปีละประมาณ 1 แสนล้านดอลลาร์จากการซื้อพันธบัตร | ระบุตัวเลขขาดทุนต่อปีตามที่แหล่งข่าวอ้างอิงถึงผลกระทบจากนโยบาย QE | ตรง |
| บุคคลที่ถูกกล่าวถึง | Bessent, Kevin Warsh, Kevin Hassett, Chris Waller | คัดลอกชื่อบุคคลตามที่ปรากฏในแหล่งข่าวต้นฉบับ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง | ตรง |
Reference Site: wallstreetcn
