การปลูกมะเขือเปราะตามวิธีปลูกมะเขือเปราะให้เก็บผลได้นานไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเร่งปุ๋ยเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มตั้งแต่การทำให้ต้นเล็กมีรากแข็งแรง แล้วค่อย ๆ สร้างทรงพุ่มที่โปร่ง รับแสงได้ทั่วถึง และมีอากาศไหลผ่านกิ่ง การปล่อยให้กิ่งแตกซ้อนกันมากเกินไปจะทำให้โคนต้นชื้น ใบด้านในรับแสงน้อย และเก็บผลได้ยาก
เริ่มต้นด้วยต้นกล้าที่แข็งแรง
เลือกเมล็ดจากแหล่งที่เชื่อถือได้ หรือเลือกต้นกล้าที่มีลำต้นตั้งตรง ใบเขียวสม่ำเสมอ ไม่มีรอยกัดแทะและไม่แสดงอาการเหี่ยว รากไม่ควรพันแน่นจนเป็นก้อนแข็งในภาชนะ เพราะต้นที่รากเดินไม่ดีมักตั้งตัวช้าเมื่อนำลงแปลง
เพาะเมล็ดในวัสดุที่โปร่งและระบายน้ำได้ดี วางไว้ในบริเวณที่ได้รับแสงอ่อนถึงแสงค่อนข้างมาก และรักษาความชื้นให้สม่ำเสมอโดยไม่ทำให้วัสดุแฉะ เมื่อต้นกล้ามีใบจริงหลายใบและลำต้นแข็งแรง จึงย้ายปลูกในแปลงหรือกระถาง การย้ายในช่วงแดดไม่จัดช่วยลดอาการชะงักได้
จัดระยะปลูกให้พุ่มมีพื้นที่ขยาย
มะเขือเปราะต้องการแดดอย่างน้อยหลายชั่วโมงต่อวันเพื่อสร้างใบ ดอก และผล หากปลูกชิดกำแพงหรืออยู่ใต้ร่มเงา ต้นจะยืดเข้าหาแสงและกิ่งอาจอ่อนกว่าปกติ ควรเลือกจุดที่แดดส่องถึงและไม่มีน้ำขัง
เว้นระยะระหว่างต้นประมาณ 60–80 เซนติเมตร หรือปรับตามพันธุ์ ขนาดกระถาง และความสมบูรณ์ของดิน ระยะนี้ช่วยให้พุ่มแผ่ออกได้โดยไม่เบียดกัน เมื่อกิ่งโตเต็มที่ยังสามารถเดินเข้าไปตรวจใบ เก็บผล และตัดกิ่งที่เป็นปัญหาได้สะดวก
ดินควรร่วน มีอินทรียวัตถุพอเหมาะ และระบายน้ำออกได้เร็ว หากเป็นดินเหนียวหรือพื้นที่แฉะ ควรยกแปลงและผสมวัสดุช่วยให้ดินโปร่งก่อนปลูก ไม่ควรกลบดินทับโคนต้นลึกกว่าระดับเดิม เพราะอาจทำให้โคนชื้นและอ่อนแอ
ดูแลน้ำและอาหารให้ต้นโตต่อเนื่อง
หลังย้ายปลูก รดน้ำให้ดินชุ่มบริเวณราก แต่ไม่ปล่อยให้น้ำขัง ความถี่ขึ้นกับแดด ลม ชนิดดิน และขนาดภาชนะ วิธีตรวจง่ายคือสังเกตความชื้นในดินก่อนรดครั้งถัดไป หากหน้าดินแห้งเร็วมากแต่ดินชั้นล่างยังแฉะ ควรแก้การระบายน้ำมากกว่ารดน้ำเพิ่ม
คลุมดินรอบทรงพุ่มด้วยเศษใบไม้แห้งหรือวัสดุอินทรีย์ที่ไม่ชิดโคนจนเกินไป ช่วยลดการระเหยและลดดินกระเด็นติดใบในช่วงฝนตก แต่ต้องตรวจใต้คลุมดินเป็นระยะ เพราะบริเวณที่ชื้นและอับอาจเป็นที่หลบของแมลงหรือหอย
เมื่อเริ่มตั้งตัว ให้ปุ๋ยอินทรีย์สุกหรือปุ๋ยตามคำแนะนำบนฉลากในปริมาณพอดี การบำรุงที่มีไนโตรเจนมากเกินไปอาจทำให้ใบและกิ่งพุ่ง แต่ดอกและผลไม่สมดุล ส่วนการให้ปุ๋ยเข้มข้นเกินไปอาจทำให้รากเสียได้ จึงควรให้ทีละน้อยและติดตามการตอบสนองของต้นมากกว่าการเร่งให้โตอย่างรวดเร็ว
สร้างพุ่มใหญ่โดยไม่ปล่อยให้กิ่งแน่น

เมื่อต้นเริ่มแตกแขนง ให้เลือกกิ่งหลักที่แข็งแรงและกระจายออกจากกัน ไม่จำเป็นต้องเก็บทุกกิ่งไว้ เพราะกิ่งที่ไขว้กันหรือเบียดอยู่กลางพุ่มจะทำให้ทรงต้นทึบ กิ่งที่ควรตัดออก ได้แก่ กิ่งแห้ง กิ่งเป็นโรค กิ่งที่เสียดสีกัน และกิ่งที่พุ่งเข้าหากลางต้น
การตัดแต่งมะเขือเปราะควรทำทีละน้อย ใช้กรรไกรสะอาดและตัดเหนือข้อหรือจุดแตกกิ่งอย่างเรียบร้อย หลีกเลี่ยงการตัดกิ่งจำนวนมากในครั้งเดียว โดยเฉพาะช่วงที่ต้นกำลังฟื้นตัวจากการย้ายปลูกหรือขาดน้ำ เพราะใบเป็นแหล่งสร้างอาหารให้ต้น
ใบล่างที่แตะดิน ใบเหลือง และใบที่บังโคนจนระบายอากาศไม่ดีสามารถทยอยเอาออกได้ แต่ไม่ควรเล็มใบดีออกจนเหลือพุ่มบางเกินไป เป้าหมายคือเปิดช่องให้แสงและลมผ่าน ไม่ใช่ทำให้ต้นโล่งทั้งหมด หากกิ่งมีผลหลายผลจนโน้มลง ควรใช้ไม้ค้ำหรือเชือกพยุงอย่างหลวม ๆ แทนการตัดกิ่งที่ยังแข็งแรง
ตรวจพุ่มทุกสัปดาห์จะดีกว่ารอให้กิ่งแน่นแล้วค่อยแก้ การจัดกิ่งตั้งแต่ยังอ่อนทำได้ง่ายและทำให้แผลเล็กกว่า เมื่อกิ่งใดเริ่มพาดทับกิ่งอื่น ให้เบนทิศทางด้วยไม้ค้ำหรือเลือกตัดกิ่งที่อ่อนแอกว่าออกหนึ่งกิ่ง
ช่วยให้ติดดอกและติดผลสม่ำเสมอ
ต้นที่ได้รับแสงเหมาะสม มีน้ำสม่ำเสมอ และไม่ถูกตัดแต่งหนัก มักมีแรงสำหรับออกดอกต่อเนื่อง ช่วงอากาศร้อนจัดหรือฝนตกชุก ดอกอาจร่วงหรือติดผลน้อยลงได้ จึงควรรักษาความชื้นในดินให้คงที่และหลีกเลี่ยงการใส่ปุ๋ยเข้มข้นเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
หมั่นดูใต้ใบและยอดอ่อน หากพบเพลี้ย ไร หรือแมลงกัดกิน ให้เริ่มจากตัดส่วนที่เสียหาย ล้างด้วยน้ำเบา ๆ หรือใช้วิธีควบคุมที่เหมาะกับฉลากและพืชกินผล การปล่อยให้แมลงสะสมมากจะทำให้ใบเสียหาย ต้นชะงัก และทรงพุ่มฟื้นตัวช้ากว่าการจัดการตั้งแต่ระยะแรก
เก็บผลอย่างไรให้ต้นให้ผลต่อได้นาน
เก็บมะเขือเปราะเมื่อผลได้ขนาดตามลักษณะพันธุ์ ผิวยังตึง สีสด และเนื้อยังไม่แก่จนมีเมล็ดแข็งมาก การปล่อยผลแก่คาต้นนานเกินไปทำให้ต้นทุ่มอาหารไปกับเมล็ดและอาจชะลอการสร้างดอกชุดใหม่
ใช้กรรไกรหรือมีดตัดพร้อมขั้ว แทนการดึงผลแรง ๆ เพราะการดึงอาจทำให้กิ่งฉีกและเปิดทางให้เชื้อโรคเข้าแผล เก็บผลที่ได้ขนาดแล้วอย่างสม่ำเสมอ และนำผลช้ำหรือผลผิดปกติออกจากพุ่ม ไม่ควรปล่อยผลเน่าให้ค้างอยู่ใกล้ต้น
หลังเก็บผล ให้ตรวจว่ามีกิ่งโน้ม กิ่งไขว้ หรือใบที่บดบังผลชุดใหม่หรือไม่ แล้วแก้เพียงจุดที่จำเป็น การบำรุงต้นหลังเก็บควรเน้นน้ำที่สม่ำเสมอ ปุ๋ยในอัตราพอดี และการรักษาใบดีไว้ให้เพียงพอ วิธีนี้ช่วยให้ต้นเล็กค่อย ๆ พัฒนาเป็นพุ่มใหญ่ที่โปร่ง แข็งแรง และมีโอกาสเก็บผลต่อเนื่องได้นานกว่าการเร่งต้นหรือปล่อยให้กิ่งแน่นจนต้องตัดหนักภายหลัง
หลักสำคัญ: ปลูกให้มีระยะ ดูแลน้ำไม่ให้สวิง ตัดเฉพาะกิ่งที่กีดขวาง และเก็บผลก่อนแก่คาต้น การทำทั้งสี่อย่างสม่ำเสมอมีผลต่อระยะเก็บเกี่ยวมากกว่าการใส่ปุ๋ยเพิ่มเพียงอย่างเดียว
