<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" >

<channel>
	<title>ปริมาณเงิน &#8211; BANGKOK TODAY</title>
	<atom:link href="https://www.bangkoktoday.net/tag/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.bangkoktoday.net</link>
	<description>ข่าวธุรกิจโลก การเงิน และการลงทุน — พร้อมมุมมองเทคยุคดิจิทัล</description>
	<lastBuildDate>Thu, 18 Dec 2025 13:56:53 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>

<image>
	<url>https://www.bangkoktoday.net/wp-content/uploads/2025/12/cropped-BANGKOK-today-logofavicon-1-1-32x32.webp</url>
	<title>ปริมาณเงิน &#8211; BANGKOK TODAY</title>
	<link>https://www.bangkoktoday.net</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ปริมาณเงิน M1/M2 คืออะไร? ทำไม “เงินในระบบ” ถึงส่งผลต่อเศรษฐกิจ</title>
		<link>https://www.bangkoktoday.net/what-is-m1-m2-money-supply-economic-impact/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[บางกอกทูเดย์ทีม]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 18 Dec 2025 10:30:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[การเงิน & การลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[M1 M2]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบายการเงิน]]></category>
		<category><![CDATA[ปริมาณเงิน]]></category>
		<category><![CDATA[เงินเฟ้อ]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐศาสตร์มหภาค]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.bangkoktoday.net/?p=14657</guid>

					<description><![CDATA[ในโลกของเศรษฐศาสตร์และการลงทุน เรามักได้ยินคำว่า &#8220;สภาพคล่อง&#8221; หรือ &#8220;เงินในระบบ&#82...]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="lead">ในโลกของเศรษฐศาสตร์และการลงทุน เรามักได้ยินคำว่า &#8220;สภาพคล่อง&#8221; หรือ &#8220;เงินในระบบ&#8221; อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งตัวชี้วัดสำคัญที่ธนาคารกลางและนักวิเคราะห์ใช้จับตามองก็คือ <strong>ปริมาณเงิน</strong> หรือ Money Supply โดยเฉพาะมาตรวัดอย่าง M1 และ M2 ที่เปรียบเสมือนเครื่องวัดชีพจรของเศรษฐกิจ การทำความเข้าใจว่า M1 และ M2 คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร จะช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมทางเศรษฐกิจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น</p>
<div class="highlight-box">
<h3>Key takeaways</h3>
<ul>
<li>M1 คือปริมาณเงินในความหมายแคบ ประกอบด้วยธนบัตร เหรียญ และเงินฝากกระแสรายวัน มีสภาพคล่องสูงสุดพร้อมใช้จ่ายทันที</li>
<li>M2 คือปริมาณเงินในความหมายที่กว้างขึ้น โดยรวม M1 เข้ากับเงินฝากออมทรัพย์และเงินฝากประจำ ซึ่งสะท้อนทั้งกำลังซื้อและการออม</li>
<li>ธนาคารกลางใช้ข้อมูลปริมาณเงิน M1 และ M2 เพื่อประเมินสภาวะเศรษฐกิจ กำหนดนโยบายการเงิน และควบคุมเงินเฟ้อ</li>
<li>การเปลี่ยนแปลงของปริมาณเงินสามารถเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าถึงแนวโน้มเศรษฐกิจ เช่น การเติบโตที่ร้อนแรงเกินไป หรือความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะถดถอย</li>
<li>ปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าการเติบโตของผลผลิตในประเทศ อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น</li>
</ul>
</div>
<h2>ทำความเข้าใจ &#8220;ปริมาณเงิน&#8221; หัวใจของระบบเศรษฐกิจ</h2>
<p>ปริมาณเงิน (Money Supply) หมายถึง ปริมาณเงินทั้งหมดที่หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจของประเทศ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่ธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ที่เราใช้จ่ายกันในชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเงินในรูปแบบอื่นๆ ที่อยู่ในบัญชีธนาคารด้วย</p>
<p>นักเศรษฐศาสตร์และธนาคารกลางได้จำแนกปริมาณเงินออกเป็นหลายประเภทตามระดับ &#8220;สภาพคล่อง&#8221; (Liquidity) หรือความง่ายในการนำไปเปลี่ยนเป็นเงินสดเพื่อใช้จ่าย โดยมาตรวัดที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุดคือ M1 และ M2</p>
<h2>เจาะลึก M1: เงินที่พร้อมใช้จ่ายทันที</h2>
<p>M1 คือปริมาณเงินในความหมายที่แคบที่สุด (Narrow Money) ประกอบด้วยสินทรัพย์ทางการเงินที่มีสภาพคล่องสูงสุด สามารถนำมาใช้ชำระหนี้หรือซื้อสินค้าและบริการได้ทันที องค์ประกอบหลักของ M1 ได้แก่:</p>
<ul>
<li><strong>ธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ที่หมุนเวียนในมือประชาชน (Currency in Circulation):</strong> คือเงินสดที่เราทุกคนพกติดตัวและใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน</li>
<li><strong>เงินฝากเผื่อเรียก หรือเงินฝากกระแสรายวัน (Demand Deposits):</strong> คือเงินที่ฝากไว้ในบัญชีธนาคารประเภทที่สามารถถอนออกมาใช้ได้ทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข เช่น บัญชีออมทรัพย์ที่ผูกกับบัตรเดบิต หรือบัญชีกระแสรายวันที่ใช้เช็คในการสั่งจ่าย</li>
</ul>
<p>โดยสรุป M1 สะท้อนถึงกำลังซื้อที่พร้อมใช้จ่ายของภาคประชาชนและธุรกิจในทันที การเพิ่มขึ้นหรือลดลงของ M1 จึงสามารถบ่งบอกถึงแนวโน้มการบริโภคและการลงทุนในระยะสั้นได้เป็นอย่างดี</p>
<h2>ขยายความสู่ M2: ภาพรวมที่กว้างขึ้นของเงินในระบบ</h2>
<p>M2 คือปริมาณเงินในความหมายที่กว้างขึ้น (Broad Money) ซึ่งครอบคลุมเงินทั้งหมดใน M1 และบวกเพิ่มสินทรัพย์ทางการเงินอื่น ๆ ที่มีสภาพคล่องรองลงมา หรือที่เรียกว่า &#8220;เงินเสมือน&#8221; (Near Money) ซึ่งไม่สามารถใช้จ่ายได้ทันที แต่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่ายและรวดเร็วโดยที่มูลค่าไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก</p>
<p>องค์ประกอบของ M2 คือ:</p>
<p><strong>M2 = M1 + เงินฝากออมทรัพย์ (Savings Deposits) + เงินฝากประจำ (Time Deposits)</strong></p>
<p>เงินฝากเหล่านี้แม้จะไม่สามารถใช้จ่ายผ่านบัตรเดบิตหรือเช็คได้โดยตรง แต่เจ้าของบัญชีก็สามารถถอนออกมาเป็นเงินสดหรือโอนย้ายไปยังบัญชี M1 ได้ไม่ยาก M2 จึงให้ภาพที่สมบูรณ์กว่าเกี่ยวกับปริมาณเงินทั้งหมดที่ประชาชนและธุรกิจมีอยู่ ซึ่งสะท้อนทั้งความสามารถในการใช้จ่ายและการออม ด้วยเหตุนี้ นักวิเคราะห์และผู้กำหนดนโยบายจึงมักให้ความสำคัญกับ M2 ในการประเมินแนวโน้ม<a href="https://www.bangkoktoday.net/nominal-vs-real-value-face-value-vs-purchasing-power/" target="_blank">เงินเฟ้อ</a>และทิศทางเศรษฐกิจในภาพรวม</p>
<div class="table-responsive">
<div class="content-table-wrap">
<table class="table table-bordered content-table">
<thead>
<tr>
<th>มาตรวัดปริมาณเงิน</th>
<th>องค์ประกอบ</th>
<th>ระดับสภาพคล่อง</th>
<th>ความหมายโดยนัย</th>
</tr>
</thead>
<tbody>
<tr>
<td><strong>M0 (Monetary Base)</strong></td>
<td>ธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ที่หมุนเวียนในระบบ + เงินสดสำรองของธนาคารพาณิชย์ที่ฝากไว้กับธนาคารกลาง</td>
<td>สูงสุด</td>
<td>เงินที่ถูกพิมพ์ออกมาโดยธนาคารกลางโดยตรง</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>M1</strong></td>
<td>M0 (เฉพาะส่วนที่อยู่ในมือประชาชน) + เงินฝากกระแสรายวัน</td>
<td>สูงมาก</td>
<td>เงินที่พร้อมสำหรับการใช้จ่ายในทันที</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>M2</strong></td>
<td>M1 + เงินฝากออมทรัพย์ + เงินฝากประจำ</td>
<td>สูง</td>
<td>ภาพรวมของเงินที่หมุนเวียนในระบบ ทั้งเพื่อการใช้จ่ายและการออม</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>ทำไม M1 และ M2 ถึงมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ?</h2>
<p>การติดตามตัวเลข M1 และ M2 ไม่ใช่แค่เรื่องของนักเศรษฐศาสตร์ แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อทุกคน เพราะมันเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยบ่งชี้สภาวะเศรษฐกิจในหลายมิติ</p>
<h3>1. ตัวชี้วัดเงินเฟ้อและกำลังซื้อ</h3>
<p>ตามทฤษฎีปริมาณเงิน (Quantity Theory of Money) หากปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจเติบโตเร็วกว่าการเติบโตของผลผลิตสินค้าและบริการ (GDP) อย่างต่อเนื่อง อาจนำไปสู่สถานการณ์ &#8220;เงินมากไล่ซื้อของน้อย&#8221; ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะเงินเฟ้อ ทำให้ราคาสินค้าและบริการแพงขึ้น และอำนาจซื้อของเงินลดลง ธนาคารกลางจึงต้องจับตาดูการเติบโตของ M2 อย่างใกล้ชิดเพื่อควบคุมไม่ให้เงินเฟ้อสูงจนเกินไป</p>
<h3>2. เครื่องมือกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลาง</h3>
<p>ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ใช้ข้อมูลปริมาณเงินเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจดำเนินนโยบายการเงิน เช่น การปรับขึ้นหรือลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หากเศรษฐกิจชะลอตัว ธนาคารกลางอาจเพิ่มปริมาณเงินในระบบ (เช่น ลดดอกเบี้ยเพื่อให้คนกู้ยืมไปลงทุนและใช้จ่ายมากขึ้น) เพื่อกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ในทางกลับกัน หากเศรษฐกิจร้อนแรงและเสี่ยงต่อเงินเฟ้อสูง ก็อาจจะดึงเงินออกจากระบบ (เช่น ขึ้นดอกเบี้ย) เพื่อชะลอความร้อนแรงนั้น</p>
<h3>3. สัญญาณคาดการณ์เศรษฐกิจในอนาคต</h3>
<p>การเปลี่ยนแปลงของสัดส่วนระหว่าง M1 และ M2 สามารถเป็นสัญญาณที่น่าสนใจได้ ตัวอย่างเช่น หาก M1 เติบโตในอัตราที่เร็วกว่า M2 มาก อาจหมายความว่าคนกำลังย้ายเงินจากบัญชีเงินฝากประจำหรือออมทรัพย์ (ส่วนหนึ่งของ M2) มาไว้ในบัญชีกระแสรายวัน (M1) เพื่อเตรียมพร้อมที่จะใช้จ่าย ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ในทางกลับกัน หากคนเริ่มย้ายเงินจาก M1 ไปสู่ M2 (ออมมากขึ้น) อาจสะท้อนความไม่แน่นอนและความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจในอนาคต การทำความเข้าใจเรื่องนี้ยังเชื่อมโยงไปถึงการวิเคราะห์ <a href="https://www.bangkoktoday.net/what-is-real-interest-rate-vs-nominal-interest-rate/" target="_blank">ดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Interest Rate)</a> ซึ่งเป็นผลตอบแทนที่นักออมได้รับหลังหักเงินเฟ้อออกไปแล้ว</p>
<p>นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงของปริมาณเงินยังส่งผลต่อ <a href="https://www.bangkoktoday.net/what-is-inflation-expectations-how-it-affects-prices/" target="_blank">ความคาดหวังต่อเงินเฟ้อในอนาคต</a> ของทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจตั้งราคาสินค้าและบริการต่อไปเป็นทอดๆ</p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p>ปริมาณเงิน M1 และ M2 เป็นมากกว่าตัวเลขสถิติทางเศรษฐกิจ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่สะท้อนสุขภาพและความเชื่อมั่นของระบบเศรษฐกิจโดยรวม M1 บอกเราถึงความพร้อมในการใช้จ่ายระยะสั้น ในขณะที่ M2 ให้ภาพที่กว้างขึ้นซึ่งรวมถึงแนวโน้มการออมและการลงทุนด้วย การทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณเงิน เงินเฟ้อ และการเติบโตทางเศรษฐกิจ จะช่วยให้นักลงทุนและประชาชนทั่วไปสามารถตัดสินใจทางการเงินได้อย่างรอบคอบและเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกเศรษฐกิจได้ดียิ่งขึ้น</p>
<h2>คำถามที่พบบ่อย (FAQ)</h2>
<h3>M0 คืออะไร และต่างจาก M1 อย่างไร?</h3>
<p>M0 หรือที่เรียกว่าฐานเงิน (Monetary Base) คือปริมาณเงินที่ธนาคารกลางพิมพ์ออกมาโดยตรง ประกอบด้วยธนบัตรและเหรียญที่หมุนเวียนในมือประชาชน และเงินสดสำรองที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้ที่ธนาคารกลาง ส่วน M1 คือเงินสดในมือประชาชนบวกกับเงินฝากกระแสรายวัน ซึ่งสะท้อนเงินที่พร้อมใช้จ่ายจริง ๆ ในระบบเศรษฐกิจ M0 จึงเป็นเหมือนวัตถุดิบตั้งต้นที่ธนาคารพาณิชย์นำไปสร้างสินเชื่อและขยายปริมาณเงินในระบบต่อไป</p>
<h3>ทำไม M2 ถึงเป็นมาตรวัดที่นักเศรษฐศาสตร์ให้ความสำคัญมากกว่า M1?</h3>
<p>เนื่องจาก M2 ครอบคลุมทั้งเงินที่พร้อมใช้จ่าย (M1) และเงินออมระยะสั้น (เงินฝากออมทรัพย์และประจำ) จึงสะท้อนภาพรวมของอำนาจซื้อที่แท้จริงในระบบเศรษฐกิจได้ดีกว่า M1 ซึ่งอาจผันผวนได้ง่ายในระยะสั้น M2 จึงมีความสัมพันธ์กับอัตราเงินเฟ้อและการเติบโตของ GDP ในระยะยาวที่ชัดเจนกว่า</p>
<h3>ปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้นเป็นเรื่องดีเสมอไปหรือไม่?</h3>
<p>ไม่เสมอไป การเพิ่มขึ้นของปริมาณเงินในระดับที่เหมาะสมและสอดคล้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจถือเป็นเรื่องดี เพราะช่วยหล่อลื่นให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจดำเนินไปอย่างราบรื่น แต่หากปริมาณเงินเพิ่มขึ้นรวดเร็วเกินไปโดยที่การผลิตสินค้าและบริการไม่เติบโตตาม จะนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อสูง ซึ่งกัดกร่อนมูลค่าของเงินและสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน</p>
<h3>เราสามารถดูข้อมูลปริมาณเงินของประเทศไทยได้จากที่ไหน?</h3>
<p>ข้อมูลปริมาณเงิน M1 และ M2 ของประเทศไทย สามารถติดตามได้จากรายงานเศรษฐกิจและการเงินรายเดือนที่เผยแพร่โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผ่านทางเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ ซึ่งจะมีการอัปเดตข้อมูลเป็นประจำ</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
