<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" >

<channel>
	<title>ผ่อนบ้าน &#8211; BANGKOK TODAY</title>
	<atom:link href="https://www.bangkoktoday.net/tag/%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.bangkoktoday.net</link>
	<description>ข่าวธุรกิจโลก การเงิน และการลงทุน — พร้อมมุมมองเทคยุคดิจิทัล</description>
	<lastBuildDate>Thu, 18 Dec 2025 06:49:35 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>

<image>
	<url>https://www.bangkoktoday.net/wp-content/uploads/2025/12/cropped-BANGKOK-today-logofavicon-1-1-32x32.webp</url>
	<title>ผ่อนบ้าน &#8211; BANGKOK TODAY</title>
	<link>https://www.bangkoktoday.net</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>รีไฟแนนซ์บ้านทำเมื่อไหร่คุ้ม? เช็คลิสต์ค่าใช้จ่ายก่อนตัดสินใจ</title>
		<link>https://www.bangkoktoday.net/when-to-refinance-home-loan-costs-checklist/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[บางกอกทูเดย์ทีม]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[การเงิน & การลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[ดอกเบี้ยบ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[ผ่อนบ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[รีไฟแนนซ์บ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[วางแผนการเงิน]]></category>
		<category><![CDATA[สินเชื่อบ้าน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.bangkoktoday.net/?p=14467</guid>

					<description><![CDATA[การรีไฟแนนซ์บ้านเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการเงินที่ทรงพลังที่สุดสำหรับคนมีบ้าน เพราะช่วยลดภาระดอกเบี...]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="lead">การรีไฟแนนซ์บ้านเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการเงินที่ทรงพลังที่สุดสำหรับคนมีบ้าน เพราะช่วยลดภาระดอกเบี้ยและค่างวดลงได้อย่างชัดเจน แต่คำถามสำคัญคือจะทำเมื่อไหร่ถึงจะคุ้มค่าที่สุด และมีค่าใช้จ่ายแฝงอะไรบ้างที่ต้องเตรียมตัว บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจเช็คลิสต์ค่าใช้จ่ายทั้งหมด พร้อมแนวทางตัดสินใจที่เฉียบคม</p>
<div class="highlight-box">
<h3>Key takeaways</h3>
<ul>
<li>ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการรีไฟแนนซ์บ้านคือช่วงหลังผ่อนครบ 3 ปีแรก ซึ่งอัตราดอกเบี้ยมักจะปรับตัวเป็นแบบลอยตัว (Floating Rate)</li>
<li>ประโยชน์หลักของการรีไฟแนนซ์คือการได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง ทำให้ประหยัดค่าดอกเบี้ยโดยรวมและลดค่างวดต่อเดือน</li>
<li>ก่อนตัดสินใจรีไฟแนนซ์ ต้องคำนวณค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้ครบถ้วน เช่น ค่าประเมิน, ค่าจดจำนอง, ค่าอากรแสตมป์ เพื่อเปรียบเทียบกับดอกเบี้ยที่ประหยัดได้</li>
<li>การรีไฟแนนซ์จะ &#8220;คุ้มค่า&#8221; ก็ต่อเมื่อดอกเบี้ยที่ประหยัดได้ตลอดอายุสัญญาสูงกว่าค่าธรรมเนียมทั้งหมดที่ต้องจ่ายในครั้งเดียว</li>
</ul>
</div>
<h2>รีไฟแนนซ์บ้าน (Home Refinance) คืออะไร?</h2>
<p>การรีไฟแนนซ์บ้าน คือ การขอสินเชื่อบ้านก้อนใหม่จากธนาคารแห่งใหม่ (หรือธนาคารเดิม) เพื่อนำเงินไปปิดยอดสินเชื่อบ้านคงค้างของธนาคารเก่า โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเปลี่ยนเงื่อนไขสัญญาใหม่ให้ดีกว่าเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้รับ &#8220;อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง&#8221;</p>
<p>โดยปกติแล้ว สัญญาสินเชื่อบ้านส่วนใหญ่มักจะให้อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) ในช่วง 3 ปีแรก หลังจากนั้นอัตราดอกเบี้ยจะปรับเป็นแบบลอยตัว (Floating Rate) ซึ่งมักจะสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การรีไฟแนนซ์จึงเปรียบเสมือนการ &#8220;เริ่มต้นใหม่&#8221; กับโปรโมชั่นดอกเบี้ยต่ำอีกครั้ง</p>
<h2>3 สัญญาณสำคัญ บอกว่าถึงเวลารีไฟแนนซ์</h2>
<p>การตัดสินใจรีไฟแนนซ์ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ตลอดเวลา แต่มีช่วงเวลาและปัจจัยที่เหมาะสม ซึ่งจะทำให้คุณได้รับประโยชน์สูงสุด ลองสำรวจดูว่าคุณเข้าข่ายข้อไหนบ้าง</p>
<ul>
<li><strong>ครบกำหนดสัญญา 3 ปี:</strong> นี่คือช่วงเวลาทองของการรีไฟแนนซ์ เพราะเป็นช่วงที่ดอกเบี้ยบ้านเดิมกำลังจะเปลี่ยนเป็นแบบลอยตัว การย้ายไปธนาคารใหม่จะทำให้คุณได้โปรโมชั่นดอกเบี้ยต่ำอีกครั้ง</li>
<li><strong>อัตราดอกเบี้ยในตลาดลดลง:</strong> หากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ เสนอโปรโมชั่นสินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำลง นี่เป็นโอกาสดีที่จะรีไฟแนนซ์ แม้จะยังไม่ครบ 3 ปี (แต่ต้องตรวจสอบค่าปรับกับธนาคารเดิม)</li>
<li><strong>ต้องการเงินก้อนฉุกเฉิน:</strong> การรีไฟแนนซ์บางประเภทยังสามารถขอวงเงินกู้เพิ่ม (Top-up) จากส่วนต่างของราคาประเมินบ้านที่สูงขึ้นได้ ซึ่งดอกเบี้ยจะถูกกว่าการกู้สินเชื่อส่วนบุคคลทั่วไป เหมาะสำหรับนำไปต่อเติมบ้าน ปิดหนี้บัตรเครดิต หรือใช้จ่ายยามจำเป็น</li>
</ul>
<h2>เช็คลิสต์ค่าใช้จ่ายในการรีไฟแนนซ์บ้านที่ต้องรู้</h2>
<p>ก่อนจะมองเห็นแต่ดอกเบี้ยที่ลดลง สิ่งสำคัญคือต้องคำนวณ &#8220;ค่าธรรมเนียมรีไฟแนนซ์&#8221; ทั้งหมดให้รอบคอบ เพราะนี่คือต้นทุนที่ต้องจ่ายเพื่อแลกกับดอกเบี้ยที่ถูกลง หากดอกเบี้ยที่ประหยัดได้ไม่มากพอ อาจกลายเป็นว่าการรีไฟแนนซ์ครั้งนี้ไม่คุ้มค่า การ <a href="https://www.bangkoktoday.net/how-to-save-money-without-stress-sustainably/" target="_blank">วางแผนการเงิน</a> และทำความเข้าใจค่าใช้จ่ายเหล่านี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง</p>
<div class="content-table-wrap">
<table class="content-table">
<thead>
<tr>
<th>รายการค่าใช้จ่าย</th>
<th>ประมาณการ</th>
<th>หมายเหตุ</th>
</tr>
</thead>
<tbody>
<tr>
<td>ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์</td>
<td>2,000 &#8211; 3,000 บาท</td>
<td>จ่ายให้บริษัทประเมินที่ธนาคารกำหนด</td>
</tr>
<tr>
<td>ค่าอากรแสตมป์</td>
<td>0.05% ของวงเงินกู้ (สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท)</td>
<td>จ่ายให้กรมสรรพากร</td>
</tr>
<tr>
<td>ค่าธรรมเนียมจดจำนอง</td>
<td>1% ของวงเงินกู้ (สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท)</td>
<td>จ่ายให้กรมที่ดินในวันโอน</td>
</tr>
<tr>
<td>ค่าธรรมเนียมสินเชื่อ</td>
<td>0% &#8211; 1% ของวงเงินกู้</td>
<td>ขึ้นอยู่กับโปรโมชั่นของแต่ละธนาคาร (บางแห่งอาจยกเว้น)</td>
</tr>
<tr>
<td>ค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย</td>
<td>ประมาณ 1,000 &#8211; 3,000 บาทต่อปี</td>
<td>ต้องทำใหม่กับธนาคารใหม่ คุ้มครองตามมูลค่าบ้าน</td>
</tr>
<tr>
<td>ค่าปรับกรณีไถ่ถอนก่อนกำหนด</td>
<td>2% &#8211; 3% ของยอดหนี้คงเหลือ</td>
<td>เฉพาะกรณีที่รีไฟแนนซ์ก่อนครบ 3 ปีตามสัญญาเดิม</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<h2>วิธีคำนวณความคุ้มค่า: รีไฟแนนซ์แล้วประหยัดจริงไหม?</h2>
<p>เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เรามาลองคำนวณกันแบบง่ายๆ สมมติว่าคุณมียอดหนี้บ้านคงเหลือ 2,000,000 บาท ดอกเบี้ยเดิมหลัง 3 ปีอยู่ที่ 6.5% ต่อปี และคุณได้ข้อเสนอรีไฟแนนซ์จากธนาคารใหม่ที่ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรกอยู่ที่ 3.5% ต่อปี</p>
<ol>
<li><strong>คำนวณดอกเบี้ยที่ประหยัดได้ในปีแรก:</strong>
<ul>
<li>ดอกเบี้ยเดิม: 2,000,000 x 6.5% = 130,000 บาท</li>
<li>ดอกเบี้ยใหม่: 2,000,000 x 3.5% = 70,000 บาท</li>
<li><strong>ส่วนต่างที่ประหยัดได้: 130,000 &#8211; 70,000 = 60,000 บาท/ปี</strong></li>
</ul>
</li>
<li><strong>คำนวณค่าใช้จ่ายในการรีไฟแนนซ์:</strong>
<ul>
<li>ค่าประเมิน: 3,000 บาท</li>
<li>ค่าอากรแสตมป์ (0.05%): 1,000 บาท</li>
<li>ค่าจดจำนอง (1%): 20,000 บาท</li>
<li>ค่าธรรมเนียมสินเชื่อ: (สมมติว่าฟรี) 0 บาท</li>
<li><strong>รวมค่าใช้จ่าย: 3,000 + 1,000 + 20,000 = 24,000 บาท</strong></li>
</ul>
</li>
<li><strong>เปรียบเทียบและตัดสินใจ:</strong> จากตัวอย่างนี้ ดอกเบี้ยที่ประหยัดได้ในปีแรก (60,000 บาท) สูงกว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมด (24,000 บาท) อย่างชัดเจน แสดงว่าการรีไฟแนนซ์ครั้งนี้ &#8220;คุ้มค่า&#8221; และควรทำอย่างยิ่ง</li>
</ol>
<p>การคำนวณนี้เป็นเพียงตัวอย่างเบื้องต้น การตัดสินใจที่ดีควรพิจารณาดอกเบี้ยที่ประหยัดได้ตลอดช่วง 3 ปีของสัญญาใหม่เทียบกับค่าใช้จ่ายทั้งหมด เพื่อให้เห็นภาพรวมที่สมบูรณ์ที่สุด ซึ่งการจัดการหนี้สินอย่างมีประสิทธิภาพก็เป็นส่วนหนึ่งของการ <a href="https://www.bangkoktoday.net/how-to-save-money-on-low-salary-effectively/" target="_blank">ออมเงินสำหรับคนเงินเดือนน้อย</a> เช่นกัน</p>
<p>สรุปแล้ว การรีไฟแนนซ์บ้านเป็นกลยุทธ์ทางการเงินที่ชาญฉลาดสำหรับผู้ที่มีสินเชื่อบ้าน แต่ต้องทำอย่างถูกที่และถูกเวลาเสมอ การเตรียมตัวศึกษาข้อมูลโปรโมชั่นจากหลายๆ ธนาคาร และคำนวณค่าใช้จ่ายแฝงทั้งหมดอย่างละเอียด คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้การรีไฟแนนซ์ของคุณประสบความสำเร็จและช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้อย่างแท้จริง</p>
<h2>คำถามที่พบบ่อย (FAQ)</h2>
<h3>ควรรีไฟแนนซ์บ้านทุกๆ 3 ปีเลยหรือไม่?</h3>
<p>โดยทั่วไปแล้ว &#8220;ใช่&#8221; เพราะเป็นช่วงที่ดอกเบี้ยโปรโมชั่นของสัญญาเดิมหมดลงพอดี การรีไฟแนนซ์ทุก 3 ปีจะช่วยให้คุณได้รับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยต่ำอยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม ควรเปรียบเทียบโปรโมชั่นและคำนวณความคุ้มค่าทุกครั้งก่อนตัดสินใจ</p>
<h3>เครดิตบูโรมีผลต่อการรีไฟแนนซ์บ้านหรือไม่?</h3>
<p>มีผลอย่างมาก ธนาคารใหม่จะตรวจสอบประวัติข้อมูลเครดิตของคุณเพื่อประเมินความสามารถในการชำระหนี้ หากคุณมีประวัติการผ่อนชำระที่ดี ไม่เคยผิดนัด ก็จะมีโอกาสได้รับการอนุมัติและเงื่อนไขที่ดีกว่า</p>
<h3>รีไฟแนนซ์บ้านกับธนาคารเดิมดีกว่าไหม?</h3>
<p>การรีไฟแนนซ์กับธนาคารเดิมเรียกว่า &#8220;การขอปรับลดอัตราดอกเบี้ย&#8221; (Retention) ซึ่งมีข้อดีคือขั้นตอนไม่ยุ่งยากและไม่มีค่าจดจำนอง แต่ข้อเสียคืออัตราดอกเบี้ยที่ได้อาจไม่ดีเท่าการย้ายไปธนาคารใหม่ แนะนำให้ลองเจรจากับธนาคารเดิมก่อน แล้วนำข้อเสนอมาเปรียบเทียบกับของธนาคารอื่น</p>
<h3>ระยะเวลาในการดำเนินการรีไฟแนนซ์นานแค่ไหน?</h3>
<p>โดยทั่วไปกระบวนการรีไฟแนนซ์จะใช้เวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์ นับจากวันที่ยื่นเอกสารครบถ้วนจนถึงวันทำสัญญาและจดจำนองที่กรมที่ดิน ซึ่งขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการประเมินราคาและกระบวนการพิจารณาสินเชื่อของแต่ละธนาคาร</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ดอกเบี้ยนโยบาย ขึ้น/ลง ส่งผลยังไงกับคนผ่อนบ้านและคนเล่นหุ้น</title>
		<link>https://www.bangkoktoday.net/policy-rate-impact-on-home-loans-and-stock-market/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[บางกอกทูเดย์ทีม]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 16 Dec 2025 01:09:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[การเงิน & การลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ & เศรษฐศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[กนง.]]></category>
		<category><![CDATA[ดอกเบี้ยนโยบาย]]></category>
		<category><![CDATA[ผ่อนบ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุนหุ้น]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.bangkoktoday.net/?p=14234</guid>

					<description><![CDATA[การปรับขึ้นหรือลงของดอกเบี้ยนโยบายถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง ...]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="lead">การปรับขึ้นหรือลงของ<strong>ดอกเบี้ยนโยบาย</strong>ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มคนผ่อนบ้านและนักลงทุนในตลาดหุ้น การทำความเข้าใจกลไกและผลกระทบที่เกิดขึ้นจะช่วยให้เราสามารถวางแผนการเงินและปรับกลยุทธ์การลงทุนได้อย่างทันท่วงที</p>
<div class="highlight-box">
<h3>Key takeaways</h3>
<ul>
<li><strong>ดอกเบี้ยนโยบายขาขึ้น:</strong> เพิ่มภาระค่างวดสำหรับคนผ่อนบ้านสินเชื่อดอกเบี้ยลอยตัว และสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้น เนื่องจากต้นทุนทางการเงินของบริษัทต่างๆ สูงขึ้น</li>
<li><strong>ดอกเบี้ยนโยบายขาลง:</strong> ช่วยลดภาระค่างวดผ่อนบ้าน ทำให้มีเงินเหลือใช้มากขึ้น และเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้น เพราะช่วยลดต้นทุนและกระตุ้นการลงทุนของภาคธุรกิจ</li>
<li><strong>ผู้กำหนดทิศทาง:</strong> คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นผู้พิจารณาปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ</li>
<li><strong>การเตรียมพร้อม:</strong> ทั้งคนผ่อนบ้านและนักลงทุนควรติดตามการประชุม กนง. และทิศทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด เพื่อวางแผนรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ</li>
</ul>
</div>
<h2>ทำความเข้าใจ &#8220;ดอกเบี้ยนโยบาย&#8221; เข็มทิศเศรษฐกิจของประเทศ</h2>
<p>อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Policy Rate) คือ อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารกลาง (ในประเทศไทยคือธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท.) ประกาศออกมาเพื่อใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงสำหรับสถาบันการเงินในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยอื่นๆ ในระบบ เช่น อัตราดอกเบี้ยเงินฝากและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ การตัดสินใจปรับขึ้น คงที่ หรือปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จะถูกพิจารณาโดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ควบคุมอัตราเงินเฟ้อ และส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน</p>
<p>โดยทั่วไปแล้ว หากเศรษฐกิจร้อนแรงเกินไปและมีความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อสูง กนง. อาจพิจารณา &#8220;ขึ้น&#8221; ดอกเบี้ยเพื่อชะลอความร้อนแรง ในทางกลับกัน หากเศรษฐกิจซบเซา กนง. ก็อาจ &#8220;ลด&#8221; ดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายและการลงทุนมากขึ้น ซึ่งการตัดสินใจเหล่านี้ได้ส่งแรงกระเพื่อมไปยังภาคส่วนต่างๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้</p>
<h2>ผลกระทบเมื่อ &#8220;ดอกเบี้ยนโยบายปรับขึ้น&#8221;</h2>
<p>เมื่อ กนง. ประกาศขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ มักจะทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของตนเองตามไปด้วย เช่น อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้กู้</p>
<h3>สำหรับคนผ่อนบ้าน</h3>
<p>ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือกลุ่มที่ผ่อนบ้านด้วยสัญญาสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) การปรับขึ้นของ MRR จะทำให้ค่างวดที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือนสูงขึ้นทันที หรือหากค่างวดเท่าเดิม สัดส่วนการตัดเงินต้นก็จะลดลง ทำให้ระยะเวลาการเป็นหนี้ยาวนานขึ้น นี่จึงเป็นช่วงเวลาที่คนผ่อนบ้านจะรู้สึกถึงภาระทางการเงินที่หนักขึ้นอย่างชัดเจน</p>
<div class="content-box">
<h4>ตัวอย่างง่ายๆ:</h4>
<p>สมมติว่าคุณมียอดหนี้บ้านคงเหลือ 3,000,000 บาท หากดอกเบี้ย MRR ปรับขึ้น 0.25% คุณจะมีภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นประมาณ 7,500 บาทต่อปี หรือราว 625 บาทต่อเดือน ซึ่งอาจดูไม่มาก แต่สำหรับภาระหนี้ระยะยาวถือเป็นจำนวนเงินที่สำคัญ</p>
</div>
<h3>สำหรับคนเล่นหุ้น</h3>
<p>ในมุมของตลาดหุ้น การขึ้นดอกเบี้ยมักเป็นข่าวร้ายในภาพรวม เนื่องจากส่งผลกระทบหลายด้าน ประการแรกคือ ต้นทุนทางการเงินของบริษัทจดทะเบียนจะสูงขึ้น โดยเฉพาะบริษัทที่มีหนี้สินสูง ซึ่งจะกัดกร่อนความสามารถในการทำกำไรและอาจส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวลง ประการที่สอง การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นจะมีความน่าสนใจน้อยลง เมื่อเทียบกับการลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น เช่น พันธบัตรรัฐบาล นักลงทุนบางส่วนจึงอาจโยกย้ายเงินทุนออกจากตลาดหุ้นได้ สำหรับนักลงทุนที่สนใจ <a href="https://www.bangkoktoday.net/beginner-stock-investing-start-1000-baht-5-stocks/" target="_blank">การลงทุนหุ้นสำหรับมือใหม่</a> การเข้าใจวัฏจักรดอกเบี้ยจึงเป็นสิ่งจำเป็น</p>
<h2>ผลกระทบเมื่อ &#8220;ดอกเบี้ยนโยบายปรับลง&#8221;</h2>
<p>ในทางตรงกันข้าม การลดดอกเบี้ยนโยบายเปรียบเสมือนการอัดฉีดสภาพคล่องและสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายให้กับระบบเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งคนผ่อนบ้านและนักลงทุน</p>
<h3>สำหรับคนผ่อนบ้าน</h3>
<p>นี่คือช่วงเวลาทองของผู้กู้ เมื่อดอกเบี้ย MRR ปรับลดลง ภาระการผ่อนชำระต่อเดือนจะเบาลง ทำให้มีสภาพคล่องหรือเงินเหลือในกระเป๋ามากขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นจังหวะที่ดีเยี่ยมในการขอรีไฟแนนซ์ (Refinance) ไปยังธนาคารที่เสนออัตราดอกเบี้ยที่ดีกว่า เพื่อลดภาระดอกเบี้ยในระยะยาว หรือสำหรับคนที่วางแผนจะซื้อบ้าน ก็จะสามารถขอสินเชื่อได้ในต้นทุนที่ถูกลง</p>
<h3>สำหรับคนเล่นหุ้น</h3>
<p>ตลาดหุ้นมักจะตอบรับเชิงบวกต่อการลดดอกเบี้ย เพราะต้นทุนการกู้ยืมของบริษัทต่างๆ จะลดลง ทำให้มีแนวโน้มที่จะมีกำไรสูงขึ้นและมีเงินทุนเหลือสำหรับการขยายธุรกิจ นอกจากนี้ ผลตอบแทนจากสินทรัพย์ปลอดภัยที่ลดลงยังผลักดันให้นักลงทุนหันมาสนใจสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นมากขึ้น ส่งผลให้มีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ตลาดและหนุนให้ดัชนีปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มเติบโต (Growth Stocks) กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย ที่มักจะได้รับอานิสงส์โดยตรง</p>
<div class="table-responsive">
<div class="content-table-wrap">
<table class="table content-table">
<thead>
<tr>
<th>สถานการณ์</th>
<th>ผลกระทบต่อคนผ่อนบ้าน</th>
<th>ผลกระทบต่อคนเล่นหุ้น</th>
</tr>
</thead>
<tbody>
<tr>
<td><strong>ดอกเบี้ยนโยบาย ขาขึ้น</strong></td>
<td>ภาระผ่อนต่อเดือนสูงขึ้น (สำหรับดอกเบี้ยลอยตัว), ความสามารถในการกู้ลดลง</td>
<td>ต้นทุนบริษัทสูงขึ้น, ตลาดหุ้นมีแนวโน้มซบเซา, หุ้นกลุ่มการเงินอาจได้ประโยชน์</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>ดอกเบี้ยนโยบาย ขาลง</strong></td>
<td>ภาระผ่อนต่อเดือนลดลง, เป็นโอกาสดีในการรีไฟแนนซ์, กู้ใหม่ได้ง่ายขึ้น</td>
<td>ต้นทุนบริษัทลดลง, ตลาดหุ้นมีแนวโน้มคึกคัก, หุ้นกลุ่มเติบโตและอสังหาฯ น่าสนใจ</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>กลยุทธ์การปรับตัวในแต่ละช่วงดอกเบี้ย</h2>
<p>ไม่ว่าดอกเบี้ยจะอยู่ในช่วงขาขึ้นหรือขาลง การเตรียมพร้อมและวางแผนอย่างรอบคอบคือสิ่งสำคัญที่สุด สำหรับคนผ่อนบ้าน ในช่วงที่คาดว่าดอกเบี้ยจะเป็นขาขึ้น การพิจารณาสินเชื่อแบบดอกเบี้ยคงที่ในช่วง 1-3 ปีแรกอาจเป็นทางเลือกที่ดี หรือการโปะหนี้เพื่อลดเงินต้นให้ได้มากที่สุด ในทางกลับกัน ช่วงดอกเบี้ยขาลงคือโอกาสในการรีไฟแนนซ์ที่ต้องรีบค้นหาข้อเสนอที่ดีที่สุด</p>
<p>สำหรับนักลงทุน การติดตาม <a href="https://www.bangkoktoday.net/bond-market-debate-fed-path-2026-heats-up/" target="_blank">ทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)</a> ควบคู่ไปกับ กนง. ของไทย จะช่วยให้เห็นภาพรวมเศรษฐกิจโลกได้ชัดเจนขึ้น การปรับพอร์ตการลงทุนโดยหมุนกลุ่มอุตสาหกรรม (Sector Rotation) ให้สอดคล้องกับวัฏจักรดอกเบี้ย เช่น เพิ่มน้ำหนักในหุ้นกลุ่มการเงินช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น หรือหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและอสังหาฯ ในช่วงดอกเบี้ยขาลง ก็เป็นกลยุทธ์ที่นักลงทุนมืออาชีพนิยมใช้</p>
<p>โดยสรุป การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อสถานะทางการเงินของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นภาระหนี้สินหรือผลตอบแทนจากการลงทุน การติดตามข่าวสารเศรษฐกิจอย่างสม่ำเสมอและทำความเข้าใจกลไกเหล่านี้ จะเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงและสร้างโอกาสทางการเงินให้กับเราได้ในทุกสถานการณ์</p>
<h2>คำถามที่พบบ่อย (FAQ)</h2>
<h3>กนง. ประชุมเพื่อพิจารณาดอกเบี้ยนโยบายบ่อยแค่ไหน?</h3>
<p>โดยปกติแล้ว คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีการประชุมเพื่อประเมินภาวะเศรษฐกิจและพิจารณาทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายประมาณ 8 ครั้งต่อปี หรือเฉลี่ยทุกๆ 6 สัปดาห์ แต่อาจมีการประชุมนัดพิเศษได้หากมีสถานการณ์เร่งด่วน</p>
<h3>ดอกเบี้ยนโยบายขึ้น-ลง มีผลต่อเงินฝากธนาคารหรือไม่?</h3>
<p>มีผลโดยตรงเช่นกัน เมื่อดอกเบี้ยนโยบายปรับขึ้น ธนาคารมักจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเพื่อดึงดูดเงินออม ทำให้ผู้ฝากเงินได้รับผลตอบแทนสูงขึ้น ในทางกลับกัน หากดอกเบี้ยนโยบายปรับลดลง อัตราดอกเบี้ยเงินฝากก็จะลดลงตามไปด้วย</p>
<h3>ถ้าผ่อนบ้านด้วยสัญญาดอกเบี้ยคงที่ จะได้รับผลกระทบหรือไม่?</h3>
<p>หากคุณอยู่ในช่วงสัญญาที่ระบุอัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) เช่น คงที่ 3 ปีแรก คุณจะไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของดอกเบี้ยนโยบายในช่วงเวลานั้น แต่จะเริ่มได้รับผลกระทบเมื่อหมดระยะเวลาดอกเบี้ยคงที่และสัญญากลายเป็นแบบลอยตัว (Floating Rate)</p>
<h3>ทำไมเมื่อดอกเบี้ยขึ้น หุ้นกลุ่มธนาคารมักปรับตัวดีขึ้น?</h3>
<p>เนื่องจากรายได้หลักของธนาคารมาจาส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก (Net Interest Margin หรือ NIM) เมื่ออยู่ในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น ธนาคารมักจะสามารถปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ได้เร็วกว่าและในสัดส่วนที่มากกว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝาก ทำให้ส่วนต่างรายได้หรือ NIM กว้างขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อผลประกอบการของธนาคาร</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ดอกเบี้ยขาขึ้น ควรซื้อบ้านตอนนี้ไหม?</title>
		<link>https://www.bangkoktoday.net/%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%99-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%9a/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 02 Dec 2025 14:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[การเงิน & การลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[การเงินส่วนบุคคล]]></category>
		<category><![CDATA[ซื้อบ้านดีไหม]]></category>
		<category><![CDATA[ซื้อบ้านหลังแรก]]></category>
		<category><![CDATA[ดอกเบี้ยขาขึ้น]]></category>
		<category><![CDATA[ดอกเบี้ยบ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[ผ่อนบ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุนอสังหา]]></category>
		<category><![CDATA[วางแผนการเงิน]]></category>
		<category><![CDATA[สินเชื่อบ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[อสังหาริมทรัพย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.bangkoktoday.net/?p=12940</guid>

					<description><![CDATA[ดอกเบี้ยขาขึ้น ควรซื้อบ้านตอนนี้ไหม? ท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยบ้านขาขึ้น คำถามที่ว่า “ซื้อบ้านดีไหม?” กล...]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2>ดอกเบี้ยขาขึ้น ควรซื้อบ้านตอนนี้ไหม?</h2>
<p>ท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยบ้านขาขึ้น คำถามที่ว่า “ซื้อบ้านดีไหม?” กลายเป็นเรื่องหนักใจของใครหลายคน การตัดสินใจครั้งใหญ่นี้ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน</p>
<h2>เข้าใจผลกระทบของ “ดอกเบี้ยขาขึ้น” ต่อการซื้อบ้าน</h2>
<p>เมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับตัวสูงขึ้น ธนาคารพาณิชย์ก็จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตามไปด้วย ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อผู้ที่ต้องการขอสินเชื่อบ้าน ดังนี้:</p>
<ul>
<li><strong>ภาระผ่อนต่อเดือนสูงขึ้น:</strong> แม้จะกู้ในวงเงินเท่าเดิม แต่ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นทำให้ค่างวดรายเดือนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย กระทบต่อสภาพคล่องทางการเงินของคุณโดยตรง</li>
<li><strong>ยอดรวมที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้น:</strong> ตลอดอายุสัญญา คุณจะจ่ายดอกเบี้ยรวมเป็นเงินจำนวนมากขึ้นกว่าช่วงที่ดอกเบี้ยต่ำอย่างมีนัยสำคัญ</li>
<li><strong>ความสามารถในการกู้ลดลง:</strong> ธนาคารจะประเมินความสามารถในการชำระหนี้เข้มงวดขึ้น ภาระผ่อนที่สูงอาจทำให้วงเงินกู้ที่ได้รับอนุมัติน้อยลง</li>
</ul>
<h2>ข้อดีของการตัดสินใจ “ซื้อ” ในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น</h2>
<p>แม้จะดูน่ากังวล แต่การซื้อบ้านในช่วงนี้ก็มีข้อดีที่น่าพิจารณาเช่นกัน</p>
<h3>1. ล็อกอัตราดอกเบี้ยก่อนที่จะสูงไปกว่านี้</h3>
<p>หากแนวโน้มดอกเบี้ยยังคงเป็นขาขึ้นต่อเนื่อง การตัดสินใจซื้อตอนนี้อาจหมายถึงการได้อัตราดอกเบี้ยที่ “ถูกกว่า” ในอนาคต เป็นการตัดความเสี่ยงที่ภาระทางการเงินจะหนักขึ้นไปอีกในวันข้างหน้า</p>
<h3>2. โอกาสในการต่อรองราคากับผู้ขาย</h3>
<p>เมื่อความต้องการซื้อบ้านชะลอตัวลงจากภาวะดอกเบี้ยสูง ผู้ซื้อจะมีอำนาจต่อรองมากขึ้น เจ้าของบ้านหรือโครงการอสังหาริมทรัพย์อาจยอมลดราคาหรือมอบโปรโมชันพิเศษเพื่อจูงใจให้ปิดการขายได้เร็วขึ้น</p>
<h3>3. เริ่มสร้างสินทรัพย์และหยุดจ่ายค่าเช่า</h3>
<p>การผ่อนบ้านคือการเปลี่ยนรายจ่าย (ค่าเช่า) ให้กลายเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ของตัวเอง แม้ดอกเบี้ยจะสูง แต่เงินทุกบาทที่คุณจ่ายไปก็เพื่อสร้างความมั่นคงในระยะยาว ซึ่งต่างจากการจ่ายค่าเช่าที่หมดไปในแต่ละเดือน</p>
<h2>ข้อควรระวังและปัจจัยที่ต้องพิจารณาก่อน “ซื้อ”</h2>
<p>ก่อนจะตัดสินใจ สิ่งสำคัญคือการประเมินความพร้อมของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา</p>
<h3>ความมั่นคงทางการเงินส่วนบุคคล</h3>
<p>คุณมีรายได้ที่มั่นคงพอจะรับมือกับค่างวดที่สูงขึ้นหรือไม่? มีเงินออมสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือนแล้วหรือยัง? การเตรียมความพร้อมด้านการเงินคือหัวใจสำคัญที่สุดในช่วงเวลาเช่นนี้</p>
<h3>วางแผนสำหรับอนาคต</h3>
<p>บ้านคือภาระผูกพันระยะยาว คุณวางแผนจะอาศัยอยู่ที่นี่นานแค่ไหน? การซื้อบ้านเหมาะสำหรับผู้ที่มองหาที่อยู่อาศัยในระยะยาวมากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้น โดยเฉพาะในสภาวะตลาดที่ไม่แน่นอน สำหรับใครที่สนใจ <a href="https://www.bangkoktoday.net/hottest-real-estate-markets-2026/" target="_blank">อ่านแนวโน้มตลาดอสังหาฯ เพิ่มเติม</a> เพื่อประกอบการตัดสินใจได้</p>
<h3>เปรียบเทียบข้อเสนอสินเชื่อ</h3>
<p>อย่าเพิ่งรีบตัดสินใจกับธนาคารแรกที่ติดต่อ ควรเปรียบเทียบข้อเสนอสินเชื่อจากหลาย ๆ สถาบันการเงิน บางแห่งอาจมีโปรโมชันอัตราดอกเบี้ยคงที่ในช่วงปีแรก ๆ ที่น่าสนใจ ซึ่งช่วยลดภาระของคุณได้ในช่วงเริ่มต้น การทำความเข้าใจ <a href="https://www.bangkoktoday.net/kbank-increases-maspion-stake-indonesia/" target="_blank">ทิศทางกลยุทธ์ของธนาคารชั้นนำ</a> ก็อาจช่วยให้เห็นภาพรวมของตลาดสินเชื่อได้ดีขึ้น</p>
<h2>สรุป: ซื้อบ้านตอนนี้ดีไหม?</h2>
<p>คำตอบสุดท้ายไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว การตัดสินใจซื้อบ้านในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้นไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องมาพร้อมกับการประเมินความพร้อมทางการเงินอย่างเข้มงวด หากคุณมีรายได้ที่มั่นคง มีเงินดาวน์สูง และวางแผนจะอยู่อาศัยในระยะยาว การซื้อบ้านตอนนี้อาจเป็นโอกาสที่ดีในการต่อรองราคาและเริ่มสร้างสินทรัพย์ของตัวเอง</p>
<p>ในทางกลับกัน หากคุณยังไม่มั่นใจในสถานะทางการเงิน การชะลอการตัดสินใจและเก็บออมเงินดาวน์เพิ่มก็เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า การเตรียมตัวให้พร้อมเสมอคือกลยุทธ์ที่ดีที่สุดในทุกสถานการณ์ และเมื่อได้บ้านมาแล้ว การวางแผนตกแต่งก็เป็นเรื่องสนุก ลอง <a href="https://www.bangkoktoday.net/kitchen-remodel-10000-controversial-choices/" target="_blank">ดูไอเดียการปรับปรุงบ้านในงบจำกัด</a> เพื่อเป็นแรงบันดาลใจได้</p>
<p>หากคุณกำลังพิจารณาอย่างจริงจัง อย่าลืมแบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนหรือครอบครัวที่กำลังเผชิญสถานการณ์เดียวกันเพื่อช่วยประกอบการตัดสินใจ!</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ผ่อนบ้านไม่ไหว ทําไงดี 9 วิธีแก้ไขเมื่อผ่อนค่างวดบ้านไม่ไหว</title>
		<link>https://www.bangkoktoday.net/9-guidelines-on-installment-payments-house/</link>
					<comments>https://www.bangkoktoday.net/9-guidelines-on-installment-payments-house/#comments</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[บางกอกทูเดย์ทีม]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 24 Mar 2014 05:28:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[การเงิน & การลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[ค้างค่างวดบ้าน วิธีแก้]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาค่างวดบ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[ผ่อนบ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[ผ่อนบ้านไม่ไหว]]></category>
		<category><![CDATA[ผ่อนบ้านไม่ไหว ทำไง]]></category>
		<category><![CDATA[ผ่อนบ้านไม่ไหว ทำไงดี]]></category>
		<category><![CDATA[ผ่อนบ้านไม่ไหว วิธีแก้]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องผ่อนบ้านไม่ไหว]]></category>
		<category><![CDATA[แก้ปัญหาเรื่องค่างวดบ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[แก้ไขปัญหาเรื่องผ่อนค่างวดบ้าน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkoktoday.net/?p=1651</guid>

					<description><![CDATA[ผ่อนบ้านไม่ไหว ทําไงดี ? เมื่อจะต้องเผชิญกับปัญหาผ่อนบ้านไม่ไหว ไม่ว่าจะมาจากสาเหตุอะไร ก็ไม่ควรหยุ...]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #000080;"><strong><span style="font-size: large;"><span style="text-decoration: underline;">ผ่อนบ้านไม่ไหว ทําไงดี</span> ? </span></strong></span><span style="color: #000000;"><span style="color: #000080;"><span style="text-decoration: underline;">เมื่อจะต้องเผชิญกับปัญหาผ่อนบ้านไม่ไหว ไม่ว่าจะมาจากสาเหตุอะไร ก็ไม่ควรหยุดผ่อนค่างวดบ้านหนีหายไปเฉยๆ หรือไม่ติดต่อกับสถาบันการเงินหรือธนาคารที่ให้กู้  เพราะยิ่งจะทำให้เหตุการณ์เลวร้ายกว่าเดิมเมื่อเกิดปัญหาเกี่ยวกับการผ่อนบ้าน</span> แนวทางที่ถูกต้องควรที่จะเจรจาขอผ่อนผันหนี้กับธนาคารที่ปล่อยกู้ เพื่อปรับเงื่อนไขต่างๆที่ผูกพันรายจ่ายค่างวดบ้านใหม่ อาจจะเป็นชั่วคราวไปก่อนก็ได้</span><span id="more-1651"></span> เพื่อให้วิกฤตทางการเงินที่เข้ามาในชีวิตคลี่คลายหรือผ่านพ้นไปก่อน ปัญหาเรื่องการเงินแบบนี้เชื่อแน่ว่าหลายๆคนในชีวิตอาจจะมีสักครั้งเป็นอย่างน้อย เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วสิ่งหนึ่งที่จะมีปัญหาก็คือกระทบต่อค่างวดบ้านที่เราผ่อน เมื่อมีปัญหาลองแก้ไขตามแนวทางนี้ดูอาจจะช่วยคุณได้</span></p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><span style="font-size: large; color: #000080;"><strong>9 แนวทางแก้ไขปัญหาเรื่องผ่อนค่างวดบ้าน</strong></span></span></p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>1. ขอผ่อนผันชำระยอดหนี้งวดบ้านค้างชำระ</strong> </span> อาจขอผ่อนชำระคืนยอดผ่อนบ้านไม่ไหว,ผ่อนบ้านไม่ไหว ทำไงดี,ปัญหาค่างวดบ้าน,เรื่องผ่อนบ้านไม่ไหว,แก้ปัญหาเรื่องค่างวดบ้าน,ผ่อนบ้านไม่ไหว ทำไง,ผ่อนบ้าน,แก้ไขปัญหาเรื่องผ่อนค่างวดบ้าน,ค้างค่างวดบ้าน วิธีแก้,ผ่อนบ้านไม่ไหว วิธีแก้หนี้ที่ค้างได้นานสูงสุด 36 เดือน ติดต่อกันโดยทำได้ใน 3 ลักษณะ คือ ลักษณะแรกเป็นการขอเฉลี่ยหนี้ที่ค้างชำระทั้งหมดออกเป็นงวด ๆ งวดละเท่า ๆ กัน และผ่อนชำระคืนติดต่อกันทุกเดือน ลักษณะที่สองเป็นการชำระหนี้ที่ค้างทั้งหมดในเวลาที่ตกลง ( ไม่เป็นงวด ) หรือลักษณะสุดท้ายเป็นการขอชำระหนี้ที่ค้างเป็นเงินก้อนเป็นงวดๆ ตามเวลาที่ตกลง</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>2. ขอขยายเวลาชำระหนี้ค่างวดบ้าน</strong></span> <span style="color: #ff6600;">(ในกรณีที่อายุยังไม่มาก)</span> สามารถขอขยายระยะเวลากู้เงินต่อไปได้ถึง 30 ปี นับจากปัจจุบัน เพื่อลดเงินงวดให้น้อยลง ซึ่งเงื่อนไขโดยทั่วไปก็คืออายุของผู้กู้เมื่อรวมกับระยะเวลาที่ขอขยายแล้วจะต้องไม่เกิน 70 ปี และดอกเบี้ยที่ค้างชำระทั้งหมด (ถ้ามี) ลูกหนี้จะต้องชำระให้หมดเสียก่อน</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>3. ขอกู้เพิ่มเพื่อชำระดอกเบี้ยที่ค้างชำระ</strong> </span>เป็นกรณีที่ลูกหนี้ไม่สามารถชำระดอกเบี้ยที่ค้างทั้งหมดได้ ลูกหนี้สามารถขอกู้เพิ่มเพื่อชำระดอกเบี้ยที่ค้างชำระพร้อมกับขยายระยะเวลากู้เงินได้ โดยเงื่อนไขโดยทั่วไปก็คือในระยะเวลา 3 เดือน ก่อนการขอกู้เพิ่ม ลูกหนี้จะต้องชำระเงินงวดอย่างสม่ำเสมอ และเมื่อนำวงเงินที่ขอกู้เพิ่มรวมกับเงินต้นคงเหลือแล้ว เงินงวดใหม่ต้องมากกว่าไม่เกินร้อยละ 25 ของเงินงวดเดิม</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>4. ขอชำระแต่ดอกเบี้ยประจำเดือน</strong></span> ในบางช่วงเวลาลูกหนี้อาจขอผ่อนชำระแต่ดอกเบี้ยประจำเดือนได้ ปกติเงื่อนไขแบบนี้จะให้เฉพาะกับลูกหนี้ที่มีประวัติการชำระงวดบ้านคืนที่ดีเท่านั้น และระยะเวลาผ่อนชำระจะให้ได้นานสูงสุดไม่เกิน 12 เดือน และขอดำเนินการได้ครั้งเดียว วิธีนี้ก็ต้องลองขอเจรจาหากว่าเราขาดสภาพคล่องชั่วคราว เมื่อฐานะทางการเงินเราดีแล้วค่อยชำระค่างวดบ้านตามปกติ</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>5. ขอชำระต่ำกว่าเงินค่างวดบ้านปกติที่ชำระ<span style="color: #ff0000; text-decoration: underline;"> (ถ้ามันสุดๆแล้ว)</span></strong></span> ปกติเงื่อนไขการขอผ่อนผันแบบนี้ มักกำหนดให้จำนวนเงินที่ชำระต่ำกว่าเงินงวดปกตินั้น ต้องมากกว่าดอกเบี้ยประจำเดือนอย่างน้อย 500 บาท ระยะเวลาผ่อนชำระได้นานสูงสุดไม่เกิน 2 ปี และขอดำเนินการได้ครั้งเดียว</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>6. ขอลดอัตราดอกเบี้ยเป็นกรณีพิเศษ</strong></span> เป็นการขอผ่อนผันในกรณีที่ลูกหนี้ถูกปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพิ่มขึ้นจากอัตราปกติ ลูกหนี้สามารถแจ้งขอลดอัตราดอกเบี้ยในวันที่ชำระเงินได้หากลูกหนี้ได้ชำระเงินตามเงื่อนไข คือชำระหนี้ที่ค้างทั้งหมดในวันเดียว (รวมทั้งดอกเบี้ยที่ค้างทั้งหมดด้วย) หรือชำระหนี้ที่ค้างเป็นเงินก้อนครั้งเดียวเท่ากับ 3 งวด</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>7. ขอโอนบ้านให้กับสถาบันการเงินเป็นการชั่วคราว</strong></span> แล้วซื้อคืนภายหลัง ปกติสถาบันการเงินจะรับโอนหลักประกัน โดยหักกลบลบหนี้ในจำนวนไม่เกิน 90 % ของมูลค่าหลักประกัน หากมีหนี้ส่วนที่เกิน ลูกหนี้จะต้องชำระให้เสร็จสิ้นภายในวันที่โอน โดยหลักประกันจะต้องอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล หรือในเขตเทศบาลของจังหวัดอื่นเท่านั้น สถาบันการเงินจะคิดค่าเช่าในอัตราเดือนละ 0.4 – 0.6 % ของมูลค่าหลักประกัน ทำสัญญา 1 ปี เมื่อครบกำหนด 1 ปี แล้วจะต่อสัญญาจากพฤติกรรมการอยู่อาศัยและการปฏิบัติตามสัญญาเช่า ผู้เช่าต้องวางเงินประกันค่าเสียหายในวงเงินค่าเช่า 1 เดือน พร้อมทั้งชำระค่าเช่าล่วงหน้า 1 เดือน ภายใน 3 ปี นับตั้งแต่วันทำสัญญาเช่า เมื่อผู้เช่ารายใดมีความประสงค์ที่จะขอซื้อคืน สถาบันการเงินจะขายคืนให้ ราคาที่ขายคืนปกติจะพิจารณาจากยอดหนี้คงเหลือที่ใช้หักกลบลบหนี้กับหลักประกัน ทั้งนี้ในการซื้อคืนของลูกหนี้ผู้เช่าอยู่อาศัยสามารถขอสินเชื่อได้ด้วย</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>8. ขอให้สถาบันการเงินชะลอฟ้อง</strong> </span>เงื่อนไขโดยทั่วไปก็คือลูกหนี้จะต้องชำระเงินติดต่อกันให้ทันงวดภายใน 6 เดือน แล้วผ่อนชำระต่อตามสัญญาเดิม หรือขอชำระแต่ดอกเบี้ยประจำเดือน โดยไม่ผิดนัดชำระงวดบ้านเป็นเวลาไม่เกิน 12 เดือน เมื่อครบกำหนดตามระยะเวลาที่ขอผ่อนผันแล้ว หากลูกหนี้ชำระหนี้ตามข้อตกลงโดยไม่ขาดส่ง สถาบันการเงินก็จะคำนวณเงินงวดใหม่ที่ลูกหนี้ต้องชำระต่อไป</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>9. กู้ที่ทำงาน หากคุณมีภาระหนี้คงเหลือไม่มากนัก</strong></span> ถ้ามีสวัสดิการการเงินอื่นๆ ที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ดีกว่า เช่น มีสวัสดิการเงินกู้ยืมของบริษัท ที่เสียดอกเบี้ยจ่ายในอัตราที่ต่ำกว่าดอกเบี้ยจ่ายบ้านที่คุณจ่ายอยู่ หรือสถาบันการเงินในที่ทำงาน อาจเลือกกู้เงินจากสวัสดิการมาปิดภาระหนี้บ้าน และไปผ่อนสวัสดิการแทน จะช่วยให้ลดภาระดอกเบี้ยจ่ายได้</p>
<p><span style="color: #0000ff;">จาก 9 วิธีในการแก้ปัญหาเมื่อผ่อนค่างวดบ้านไม่ไหว ในกรณีที่ยังไม่เกิดการฟ้องร้องหรือกำลังเป็นปัญหาในระยะเริ่มต้น เป็นอีกแนวทางที่ช่วยแก้ปัญหาค่างวดบ้านเมื่อผ่อนไม่ไหว หรือมีปัญหาทางการเงิน ซึ่งเป็นเรื่องปกติในชีวิตที่อาจจะเกิดขึ้นได้</span></p>
<p>ขอบคุณอ้างอิงจาก k-expert, Home buying as an investment ภาพจากอินเตอร์เน็ต</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.bangkoktoday.net/9-guidelines-on-installment-payments-house/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>2</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
