Credit Spread คืออะไร? ส่วนต่างผลตอบแทนที่บอกความเสี่ยงของตลาดหนี้
Credit Spread คือ ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนระหว่างหุ้นกู้ภาคเอกชนกับพันธบัตรรัฐบาลที่มีอายุคงเหลือใกล้เคียงกัน ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่นักลงทุนใช้ประเมินความเสี่ยงด้านเครดิตและมุมมองความเชื่อมั่นที่มีต่อสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สรุปใจความสำคัญ
- Credit Spread คือผลต่างของอัตราผลตอบแทน (Yield) ระหว่างหุ้นกู้เอกชนและพันธบัตรรัฐบาล
- Spread ที่กว้างขึ้น สะท้อนถึงความเสี่ยงในตลาดที่สูงขึ้น นักลงทุนต้องการผลตอบแทนเพื่อชดเชยความเสี่ยงเพิ่ม
- Spread ที่แคบลง บ่งชี้ว่านักลงทุนมีความเชื่อมั่นสูง มองว่าเศรษฐกิจมีเสถียรภาพและความเสี่ยงต่ำ
- เป็นดัชนีชี้วัดสุขภาพของเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดตราสารหนี้
- ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อ Spread ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจ, อันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating), และสภาพคล่องของตลาด
ทำความเข้าใจ Credit Spread ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ในโลกของการลงทุนตราสารหนี้ คำว่า Credit Spread หรือ ‘ส่วนต่างเครดิต’ เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุดที่นักลงทุนมืออาชีพใช้ในการวิเคราะห์ตลาด โดยแก่นแท้แล้ว Credit Spread คือการวัดผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่นักลงทุนจะได้รับเพื่อเป็นการชดเชยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัทเอกชน เมื่อเทียบกับการลงทุนในสินทรัพย์ที่ปราศจากความเสี่ยงด้านเครดิต (Risk-Free Asset) อย่างพันธบัตรรัฐบาล
สูตรง่ายๆ คือ: Credit Spread = อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้ – อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาล (ที่มีอายุเท่ากัน)
ตัวอย่างเช่น หากหุ้นกู้ของบริษัท A อายุ 10 ปี ให้ผลตอบแทน 5% ต่อปี ในขณะที่พันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ให้ผลตอบแทน 3% ต่อปี Credit Spread จะเท่ากับ 2% หรือ 200 Basis Points (bps) ตัวเลข 2% นี้คือ ‘ค่าชดเชยความเสี่ยง’ ที่ตลาดมอบให้กับนักลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงว่าบริษัท A อาจผิดนัดชำระหนี้ได้ในอนาคต
Credit Spread บอกอะไรกับนักลงทุน?
Credit Spread ไม่ใช่แค่ตัวเลขส่วนต่างธรรมดา แต่มันเป็นเหมือนกระจกที่สะท้อนมุมมองและความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งตลาดที่มีต่ออนาคตของเศรษฐกิจและบริษัทผู้ออกหุ้นกู้ เราสามารถตีความการเคลื่อนไหวของ Spread ได้ดังนี้
- Spread กว้างขึ้น (Widening Spread): เป็นสัญญาณว่านักลงทุนกำลังมองเห็นความเสี่ยงในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น พวกเขาจึงเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ที่อาจเกิดขึ้นได้ เหตุการณ์นี้มักเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวหรือเข้าสู่ภาวะถดถอย บริษัทต่างๆ มีแนวโน้มที่จะมีผลประกอบการแย่ลง ทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ลดลงตามไปด้วย
- Spread แคบลง (Narrowing Spread): เป็นสัญญาณเชิงบวกที่บ่งชี้ว่านักลงทุนมีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจสูง มองว่าความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ต่ำลง จึงไม่ต้องการส่วนชดเชยความเสี่ยงที่สูงเท่าเดิม สถานการณ์เช่นนี้มักเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังเติบโตแข็งแกร่ง บริษัทมีผลกำไรดี และมีเสถียรภาพทางการเงิน
อ่านเพิ่ม: NPL คืออะไร? อ่านสัดส่วนหนี้เสียเพื่อดูสุขภาพธนาคาร
ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อ Credit Spread
การเปลี่ยนแปลงของ Credit Spread ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้เหตุผล แต่มีปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญหลายประการที่นักลงทุนควรจับตามองอย่างใกล้ชิด
| ปัจจัย | คำอธิบาย |
|---|---|
| ภาวะเศรษฐกิจมหภาค | อัตราการเติบโตของ GDP, อัตราเงินเฟ้อ, อัตราการว่างงาน ล้วนส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรและการชำระหนี้ของบริษัทเอกชน หากเศรษฐกิจไม่ดี Spread ก็จะกว้างขึ้น |
| อันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) | บริษัทที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตสูง (เช่น AAA, AA) จะมีความเสี่ยงต่ำ ทำให้มี Credit Spread ที่แคบกว่าบริษัทที่มีอันดับเครดิตต่ำ (เช่น BBB, BB) ซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่า |
| สภาพคล่องในตลาด | หากหุ้นกู้ตัวใดตัวหนึ่งหรือทั้งตลาดขาดสภาพคล่อง การซื้อขายทำได้ยาก นักลงทุนจะต้องการผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงด้านสภาพคล่องนี้ ทำให้ Spread กว้างขึ้น |
| อุปสงค์และอุปทาน | หากมีความต้องการลงทุนในหุ้นกู้สูง (เช่น ในช่วงที่ดอกเบี้ยต่ำ) ก็จะทำให้ราคาหุ้นกู้สูงขึ้นและผลตอบแทน (Yield) ลดลง ส่งผลให้ Spread แคบลง ในทางกลับกัน หากมีหุ้นกู้ออกมาขายในตลาดจำนวนมาก ก็อาจทำให้ Spread กว้างขึ้นได้ |
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อันดับความน่าเชื่อถือเป็นปัจจัยที่เห็นภาพชัดเจนที่สุด หุ้นกู้กลุ่ม Investment Grade (BBB- ขึ้นไป) จะมี Spread ที่แคบกว่ากลุ่ม High-Yield หรือ Junk Bond (BB+ ลงมา) อย่างมีนัยสำคัญ เพราะตลาดมองว่าความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้แตกต่างกันมาก
อ่านเพิ่ม: BOJ ขึ้นดอกเบี้ย แตะระดับสูงสุดในรอบ 30 ปี ดันบอนด์ยีลด์ 10 ปีทะลุ 2%
วิธีนำ Credit Spread ไปใช้ในการตัดสินใจ
นักลงทุนสามารถใช้ Credit Spread เป็นเครื่องมือประกอบการตัดสินใจได้หลายมิติ เช่น การประเมินความคุ้มค่าของหุ้นกู้รายตัว โดยเปรียบเทียบ Spread ของหุ้นกู้ที่สนใจกับหุ้นกู้ตัวอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกันและมีอันดับเครดิตใกล้เคียงกัน หากหุ้นกู้ตัวหนึ่งให้ Spread ที่สูงกว่าอย่างชัดเจน อาจหมายถึงตลาดมองเห็นความเสี่ยงบางอย่างที่ซ่อนอยู่ หรืออาจเป็นโอกาสในการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนน่าสนใจก็ได้ ซึ่งต้องวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทนั้นๆ เพิ่มเติม
นอกจากนี้ ผู้จัดการกองทุนและนักวิเคราะห์มหภาคยังใช้ดัชนี Credit Spread โดยรวมของตลาด (เช่น BofA US High Yield Index Option-Adjusted Spread) เพื่อจับสัญญาณการเปลี่ยนแปลงของวัฏจักรเศรษฐกิจ หากดัชนี Spread เริ่มกว้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าว่าเศรษฐกิจกำลังจะเข้าสู่ช่วงชะลอตัว ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับพอร์ตการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงโดยรวม
โดยสรุป Credit Spread เป็นมากกว่าแค่ส่วนต่างของตัวเลข แต่เป็นภาษาที่ตลาดใช้สื่อสารเกี่ยวกับความเสี่ยงและความเชื่อมั่น การทำความเข้าใจและติดตามการเปลี่ยนแปลงของมัน จะช่วยให้นักลงทุนสามารถตัดสินใจในตลาดตราสารหนี้ได้อย่างรอบคอบและมองเห็นภาพรวมของเศรษฐกิจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Credit Spread สามารถติดลบได้หรือไม่?
ในทางทฤษฎีแล้วไม่สามารถติดลบได้ เนื่องจากหุ้นกู้ของภาคเอกชนย่อมมีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลของประเทศเดียวกันเสมอ ดังนั้นผลตอบแทนของหุ้นกู้จึงควรสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาล ทำให้ส่วนต่างเป็นบวกเสมอ
เราจะดูข้อมูล Credit Spread ได้จากที่ไหน?
ข้อมูล Credit Spread สามารถดูได้จากผู้ให้บริการข้อมูลทางการเงินชั้นนำ เช่น Bloomberg, Refinitiv Eikon หรือเว็บไซต์ข่าวการเงินที่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้ รายงานบทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์และสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ก็มีการให้ข้อมูลและบทวิเคราะห์เกี่ยวกับ Spread ของตลาดหุ้นกู้ไทยเช่นกัน
Yield Spread กับ Credit Spread เหมือนกันหรือไม่?
สองคำนี้มักใช้สลับกัน แต่มีความหมายแตกต่างกันเล็กน้อย Yield Spread เป็นคำที่กว้างกว่า หมายถึงส่วนต่างผลตอบแทนระหว่างตราสารหนี้สองชนิดใดๆ ก็ได้ ในขณะที่ Credit Spread จะเจาะจงถึงส่วนต่างผลตอบแทนที่เกิดจากความเสี่ยงด้านเครดิตโดยเฉพาะ ซึ่งโดยทั่วไปคือการเทียบกับพันธบัตรรัฐบาล
Credit Spread ที่ดีควรเป็นเท่าไหร่?
ไม่มีคำตอบที่ตายตัวว่า Spread ที่ ‘ดี’ ควรเป็นเท่าไหร่ เพราะมันขึ้นอยู่กับอันดับเครดิตของผู้ออกหุ้นกู้, อายุของตราสาร, อุตสาหกรรม และสภาวะตลาดในขณะนั้น สิ่งสำคัญคือการเปรียบเทียบ Spread กับค่าเฉลี่ยในอดีตและกับบริษัทอื่นที่มีความเสี่ยงใกล้เคียงกัน เพื่อประเมินว่าผลตอบแทนที่ได้รับนั้นสมเหตุสมผลกับความเสี่ยงหรือไม่
