ดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) คืออะไร? ทำไมมีผลต่อค่าเงินบาท

หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า ดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) ผ่านข่าวเศรษฐกิจ แต่ไม่แน่ใจว่ามันคืออะไรและสำคัญอย่างไร ความจริงแล้ว ตัวเลขนี้เปรียบเสมือนสมุดบัญชีรายรับ-รายจ่ายของประเทศที่ทำการค้ากับทั่วโลก ซึ่งมีผลโดยตรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางของค่าเงินบาทในกระเป๋าของเราทุกคน

Key takeaways

  • ดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) คือผลรวมของดุลการค้า ดุลบริการ รายได้ปฐมภูมิ และเงินโอน ซึ่งสะท้อนธุรกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศทั้งหมดในหนึ่งช่วงเวลา
  • เกินดุล (Surplus) หมายถึงประเทศมีรายรับจากต่างประเทศมากกว่ารายจ่าย ทำให้มีความต้องการเงินบาทสูงขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่า
  • ขาดดุล (Deficit) หมายถึงประเทศมีรายจ่ายให้ต่างประเทศมากกว่ารายรับ ทำให้มีการขายเงินบาทเพื่อแลกเป็นสกุลเงินต่างประเทศมากขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่า
  • นักลงทุนต่างชาติใช้ดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นเครื่องชี้วัดความแข็งแกร่งและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในการตัดสินใจลงทุน

เจาะลึก ดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) คืออะไร?

ดุลบัญชีเดินสะพัด คือหนึ่งในองค์ประกอบหลักของ “ดุลการชำระเงิน” (Balance of Payments) ของประเทศ ซึ่งทำหน้าที่บันทึกมูลค่าการซื้อขายสินค้า บริการ รายได้ และเงินโอนระหว่างประเทศในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เช่น รายเดือน หรือรายไตรมาส พูดง่ายๆ คือเป็นตัวชี้วัดว่าประเทศนั้นๆ มีเงินไหลเข้ามากกว่าหรือน้อยกว่าเงินที่ไหลออกไปต่างประเทศ

เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ลองจินตนาการว่าดุลบัญชีเดินสะพัดเปรียบเสมือนงบกำไรขาดทุนของบริษัท ถ้ามีรายรับมากกว่ารายจ่ายก็คือกำไร (เกินดุล) แต่ถ้ารายจ่ายมากกว่ารายรับก็คือขาดทุน (ขาดดุล) โดยมีองค์ประกอบหลัก 4 ส่วน ดังนี้

  • 1. ดุลการค้า (Trade Balance): ส่วนนี้เป็นส่วนที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยที่สุด คือผลต่างระหว่างมูลค่าการ “ส่งออก” สินค้า และ “นำเข้า” สินค้า หากไทยส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ได้มากกว่าการนำเข้าน้ำมันและเครื่องจักร ก็จะทำให้ดุลการค้าเกินดุล
  • 2. ดุลบริการ (Service Balance): คือผลต่างของรายรับและรายจ่ายภาคบริการที่จับต้องไม่ได้ สำหรับประเทศไทย รายได้ส่วนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะรายได้จากการท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวต่างชาตินำเงินเข้ามาใช้จ่ายในประเทศ นอกจากนี้ยังรวมถึงค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ เป็นต้น
  • 3. รายได้ปฐมภูมิ (Primary Income): ส่วนนี้เกี่ยวข้องกับผลตอบแทนจากการลงทุนและแรงงาน เช่น เงินปันผลหรือดอกเบี้ยที่นักลงทุนไทยได้รับจากการไปลงทุนในต่างประเทศ (เงินไหลเข้า) ในทางกลับกัน ก็รวมถึงกำไรที่บริษัทต่างชาติในไทยส่งกลับประเทศแม่ (เงินไหลออก) และยังรวมถึงรายได้ของแรงงานที่ไปทำงานต่างประเทศส่งกลับบ้านด้วย
  • 4. เงินโอน (Secondary Income / Current Transfers): คือเงินที่มีการโอนย้ายโดยไม่มีสิ่งตอบแทน เช่น เงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ เงินบริจาค หรือเงินที่แรงงานต่างด้าวในไทยส่งกลับประเทศของตน

สถานะของดุลบัญชีเดินสะพัด: เกินดุล vs ขาดดุล

เมื่อนำทั้ง 4 องค์ประกอบมารวมกัน ผลลัพธ์จะบอกสถานะของดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งมีสองรูปแบบหลักที่มีความหมายต่อเศรษฐกิจแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account Surplus)

เกิดขึ้นเมื่อรายรับรวมจากต่างประเทศ (ส่งออก, ท่องเที่ยว, เงินลงทุนไหลเข้า) มากกว่า รายจ่ายรวมที่จ่ายออกไป (นำเข้า, คนไทยไปเที่ยวต่างประเทศ, ส่งกำไรกลับ) สถานการณ์นี้บ่งชี้ว่าประเทศมีความสามารถในการแข่งขันสูงและมีรายได้เพียงพอที่จะใช้จ่ายและลงทุน แต่การเกินดุลมากเกินไปก็อาจส่งผลให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น ซึ่งกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกในระยะยาวได้

การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account Deficit)

เกิดขึ้นเมื่อรายจ่ายรวมที่จ่ายให้ต่างประเทศ มากกว่า รายรับรวมที่ได้จากต่างประเทศ การขาดดุลเล็กน้อยอาจไม่ใช่เรื่องน่ากังวลหากประเทศนั้นนำเข้าสินค้าทุนเพื่อการลงทุนและพัฒนาศักยภาพในอนาคต แต่หากขาดดุลต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การพึ่งพาการนำเข้ามากเกินไป หรือความสามารถในการแข่งขันลดลง ซึ่งทำให้ประเทศต้องพึ่งพาเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศเพื่อชดเชยการขาดดุล

ดุลบัญชีเดินสะพัดส่งผลต่อค่าเงินบาทได้อย่างไร?

ความสัมพันธ์ระหว่างดุลบัญชีเดินสะพัดและค่าเงินบาทเป็นไปตามกลไกอุปสงค์ (Demand) และอุปทาน (Supply) ของสกุลเงินในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ ซึ่งสามารถอธิบายได้ดังนี้

เมื่อประเทศไทยมี ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล หมายความว่ามีเงินตราต่างประเทศ (เช่น ดอลลาร์สหรัฐ) ไหลเข้าประเทศมากกว่าไหลออก ผู้ส่งออกที่ได้รับเงินดอลลาร์มาก็จะนำมาแลกเป็นเงินบาทเพื่อใช้จ่ายในประเทศ ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติก็นำเงินสกุลของตนมาแลกเป็นเงินบาทเพื่อใช้จ่ายเช่นกัน การกระทำเหล่านี้ทำให้เกิด “อุปสงค์” หรือความต้องการเงินบาทในตลาดสูงขึ้น เมื่อความต้องการสูงกว่าปริมาณเงินบาทที่มีอยู่ ก็จะส่งผลให้ ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น

ในทางกลับกัน เมื่อประเทศไทยมี ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล สถานการณ์จะกลับกัน ผู้นำเข้าต้องการเงินดอลลาร์เพื่อจ่ายค่าสินค้า จึงต้องนำเงินบาทไปแลกซื้อดอลลาร์ นักลงทุนไทยที่ไปลงทุนต่างประเทศก็ต้องทำเช่นเดียวกัน ทำให้เกิด “อุปทาน” หรือปริมาณเงินบาทในตลาดเพิ่มขึ้น เมื่อปริมาณเงินบาทในระบบมีมากเกินความต้องการ ก็จะส่งผลให้ ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง การอ่อนค่าของเงินบาทอาจช่วยกระตุ้นการส่งออกและการท่องเที่ยวได้ แต่ก็จะทำให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้า โดยเฉพาะพลังงาน สูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อ ความคาดหวังต่ออัตราเงินเฟ้อในอนาคต ได้

นอกจากนี้ ดุลบัญชีเดินสะพัดยังส่งผลต่อ มุมมองและความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ อีกด้วย ประเทศที่มีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลอย่างสม่ำเสมอจะถูกมองว่ามีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ดี ทำให้ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ ซึ่งยิ่งเป็นการเพิ่มอุปสงค์ต่อเงินบาทและทำให้ค่าเงินแข็งแกร่งขึ้นไปอีก

ภาพรวมดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยในปัจจุบัน

ประเทศไทยเป็นประเทศที่พึ่งพิงภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก ดังนั้น ดุลบัญชีเดินสะพัดจึงมีความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์การท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญ ในช่วงก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 ประเทศไทยมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลมาโดยตลอดจากการส่งออกที่แข็งแกร่งและรายได้จากนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาล ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ค่าเงินบาทค่อนข้างแข็งแกร่ง

อย่างไรก็ตาม เมื่อการท่องเที่ยวหยุดชะงัก ประกอบกับราคาพลังงานโลกที่สูงขึ้น ทำให้มูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยพลิกกลับมาขาดดุลในช่วงปี 2564-2565 ซึ่งสอดคล้องกับช่วงที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างเห็นได้ชัด ปัจจุบัน เมื่อภาคการท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัว ดุลบัญชีเดินสะพัดก็เริ่มมีแนวโน้มกลับมาสู่ภาวะสมดุลและเกินดุลอีกครั้ง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อค่าเงินบาทและ สะท้อนถึงสุขภาพเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ได้เป็นอย่างดี

โดยสรุป ดุลบัญชีเดินสะพัดไม่ใช่แค่ตัวเลขสถิติที่ซับซ้อน แต่เป็นกระจกสะท้อนสุขภาพทางเศรษฐกิจของประเทศที่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับค่าเงินบาท การติดตามและทำความเข้าใจตัวเลขนี้จะช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมเศรษฐกิจและคาดการณ์ทิศทางของค่าเงินได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อทั้งผู้ประกอบการ นักลงทุน และประชาชนทั่วไปในการวางแผนทางการเงินและการตัดสินใจต่างๆ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ดุลบัญชีเดินสะพัด กับ ดุลการค้า ต่างกันอย่างไร?

ดุลการค้าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของดุลบัญชีเดินสะพัด โดยจะนับเฉพาะมูลค่าการส่งออกและนำเข้า “สินค้า” ที่จับต้องได้เท่านั้น ในขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดจะครอบคลุมภาพรวมที่ใหญ่กว่า โดยรวมทั้งดุลบริการ (เช่น ท่องเที่ยว), รายได้ (เช่น เงินปันผล), และเงินโอนด้วย

การที่ประเทศมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลนั้นดีเสมอไปหรือไม่?

ไม่เสมอไป แม้การเกินดุลจะสะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขัน แต่หากเกินดุลมากและต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจทำให้ค่าเงินของประเทศแข็งค่าเกินไป ซึ่งจะส่งผลเสียต่อผู้ส่งออก ทำให้สินค้ามีราคาแพงขึ้นในสายตาชาวต่างชาติ และอาจกระทบต่อการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมส่งออกได้

ปัจจัยอื่นนอกจากดุลบัญชีเดินสะพัดมีผลต่อค่าเงินบาทหรือไม่?

มีแน่นอน ปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อค่าเงินบาท ได้แก่ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยนโยบายระหว่างไทยกับสหรัฐฯ, กระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (Fund Flow) จากนักลงทุนต่างชาติ, เสถียรภาพทางการเมือง, และสภาวะเศรษฐกิจโลกโดยรวม ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ทำงานร่วมกันในการกำหนดทิศทางค่าเงิน

เราสามารถดูข้อมูลดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยได้จากที่ไหน?

ข้อมูลดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศไทยมีการเผยแพร่เป็นประจำทุกเดือนโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สามารถติดตามได้จากเว็บไซต์ทางการของ ธปท. ในส่วนของข้อมูลสถิติเศรษฐกิจการเงิน

เรื่องแนะนำ