กองทุนรวมลงทุนตราสารหนี้แบบ Floating Rate คืออะไรและเหมาะกับช่วงดอกเบี้ยขึ้นไหม
ในช่วงที่ทิศทางอัตราดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น นักลงทุนหลายคนอาจกังวลว่ามูลค่าของตราสารหนี้ที่ถืออยู่อาจลดลง แต่ยังมีเครื่องมือการลงทุนที่ออกแบบมาเพื่อรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้ นั่นคือ กองทุนรวมลงทุนตราสารหนี้ floating rate fund ซึ่งเป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ที่สามารถปรับอัตราดอกเบี้ยตามภาวะตลาดได้ ช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สรุปใจความสำคัญ
- กองทุนรวมลงทุนตราสารหนี้ Floating Rate (Floating Rate Fund) เน้นลงทุนในตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยแบบลอยตัว (Floating Rate Note – FRN)
- อัตราดอกเบี้ยของตราสารหนี้ชนิดนี้จะปรับเปลี่ยนตามอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงในตลาด ทำให้กองทุนได้รับผลตอบแทนสูงขึ้นเมื่อดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น
- มีความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย (Duration Risk) ต่ำมากเมื่อเทียบกับกองทุนตราสารหนี้ทั่วไป ทำให้ราคาหน่วยลงทุน (NAV) ผันผวนน้อยกว่า
- แม้จะลดความเสี่ยงเรื่องดอกเบี้ยได้ แต่ยังคงมีความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk) ของผู้ออกตราสารหนี้อยู่
- เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการพักเงินระยะสั้นถึงกลาง หรือต้องการลดความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนช่วงที่ดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น
ทำความเข้าใจ ‘ตราสารหนี้ลอยตัว’ (Floating Rate Note) หัวใจของกองทุน
ก่อนจะเข้าใจตัวกองทุน เราต้องรู้จักสินทรัพย์หลักที่กองทุนเข้าไปลงทุนก่อน นั่นคือ ตราสารหนี้อัตราดอกเบี้ยลอยตัว หรือ Floating Rate Note (FRN) ซึ่งเป็นตราสารหนี้ประเภทหนึ่งที่จ่ายผลตอบแทน (คูปอง) ไม่คงที่ แต่จะปรับเปลี่ยนไปตามอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงที่กำหนดไว้ เช่น THOR (Thai Overnight Repurchase Rate) หรือ BIBOR (Bangkok Interbank Offered Rate) ในอดีต
โครงสร้างการจ่ายดอกเบี้ยของ FRN โดยทั่วไปจะคำนวณจากสูตร:
อัตราดอกเบี้ยคูปอง = อัตราดอกเบี้ยอ้างอิง + ส่วนต่าง (Spread)
ส่วนต่าง หรือ Spread นี้จะถูกกำหนดไว้คงที่ตลอดอายุของตราสารหนี้ เพื่อชดเชยความเสี่ยงด้านเครดิตของผู้ออก ดังนั้น เมื่ออัตราดอกเบี้ยอ้างอิงในตลาดปรับตัวสูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยคูปองที่ผู้ถือ FRN จะได้รับก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย และในทางกลับกันหากดอกเบี้ยอ้างอิงลดลง ผลตอบแทนก็จะลดลงเช่นกัน กลไกนี้เองที่ทำให้ราคาของ FRN มีความผันผวนน้อยมากเมื่อเทียบกับตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยคงที่
กลไกการทำงานของกองทุนรวมลงทุนตราสารหนี้ Floating Rate
กองทุนรวมลงทุนตราสารหนี้ floating rate fund คือกองทุนรวมที่มีนโยบายนำเงินของผู้ลงทุนไปลงทุนในพอร์ตโฟลิโอของตราสารหนี้อัตราดอกเบี้ยลอยตัว (FRN) เป็นหลัก โดยมีผู้จัดการกองทุนทำหน้าที่คัดเลือกตราสารหนี้จากผู้ออกที่หลากหลาย ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสม
เมื่ออัตราดอกเบี้ยในระบบเศรษฐกิจปรับตัวสูงขึ้น กองทุนจะได้รับผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยจากตราสารหนี้ที่ถืออยู่เพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ ซึ่งต่างจากกองทุนตราสารหนี้ทั่วไปที่ลงทุนในตราสารหนี้ดอกเบี้ยคงที่ ซึ่งมักจะมีมูลค่าหน่วยลงทุน (NAV) ปรับตัวลดลงในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น เนื่องจากราคาของตราสารหนี้ชนิดดอกเบี้ยคงที่จะมีความสัมพันธ์แบบผกผันกับอัตราดอกเบี้ยในตลาด หรือที่เรียกว่าความเสี่ยงด้าน Duration
อ่านเพิ่ม: กองทุนรวมลงทุนเครดิตเอกชน (Private Credit) เหมาะกับรายย่อยไหม
ข้อดีและความน่าสนใจในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น
การลงทุนใน Floating Rate Fund มีจุดเด่นที่น่าสนใจหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะที่ธนาคารกลางส่งสัญญาณหรือเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
จุดเด่น
- ลดความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Risk): เนื่องจากอัตราผลตอบแทนของกองทุนปรับตามตลาด ทำให้กองทุนมีความเสี่ยงด้านราคาจากอัตราดอกเบี้ย (Duration Risk) ต่ำมาก มูลค่าหน่วยลงทุนจึงค่อนข้างมีเสถียรภาพ ไม่ลดลงแรงเหมือนกองทุนตราสารหนี้ระยะยาวทั่วไป
- โอกาสรับผลตอบแทนสูงขึ้นตามทิศทางดอกเบี้ย: ในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น กองทุนจะได้รับกระแสเงินสดในรูปดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อผลตอบแทนโดยรวมของกองทุน
- เป็นแหล่งพักเงินที่ดี: สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลดความเสี่ยงจากตลาดหุ้น หรือต้องการพักเงินเพื่อรอจังหวะลงทุนในสินทรัพย์อื่น กองทุนประเภทนี้ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะมีความผันผวนต่ำกว่าหุ้นและกองทุนตราสารหนี้ทั่วไป แต่ให้ผลตอบแทนที่มีโอกาสสูงกว่าเงินฝาก
- เพิ่มการกระจายความเสี่ยงให้พอร์ต: การมี Floating Rate Fund ในพอร์ตการลงทุน จะช่วยลดความอ่อนไหวของพอร์ตโดยรวมต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยได้
อ่านเพิ่ม: Recession คืออะไร? สัญญาณถดถอยที่คนทั่วไปควรสังเกต
ความเสี่ยงและข้อควรพิจารณาก่อนตัดสินใจลงทุน
แม้ว่า Floating Rate Fund จะช่วยลดความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยได้ แต่ก็ไม่ใช่การลงทุนที่ปราศจากความเสี่ยงโดยสิ้นเชิง นักลงทุนควรทำความเข้าใจประเด็นต่างๆ ดังนี้ก่อนตัดสินใจลงทุน
- ความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk or Default Risk): นี่คือความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของกองทุนประเภทนี้ คือความเสี่ยงที่ผู้ออกตราสารหนี้จะไม่สามารถชำระคืนเงินต้นหรือดอกเบี้ยได้ตามกำหนด หากผู้ออกตราสารหนี้ที่กองทุนถืออยู่ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือหรือผิดนัดชำระหนี้ ก็จะส่งผลกระทบต่อมูลค่าหน่วยลงทุนได้โดยตรง ดังนั้นควรตรวจสอบนโยบายการลงทุนและคุณภาพของตราสารหนี้ในพอร์ตของกองทุนให้ดี
- ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk): ตราสารหนี้บางตัว โดยเฉพาะที่ออกโดยบริษัทเอกชน อาจมีสภาพคล่องในการซื้อขายไม่สูงนัก หากกองทุนต้องการขายตราสารหนี้เหล่านั้นในปริมาณมาก อาจทำได้ยากหรือต้องขายในราคาที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น
- ความเสี่ยงในช่วงดอกเบี้ยขาลง: ในทางกลับกัน หากทิศทางดอกเบี้ยเปลี่ยนเป็นขาลง ผลตอบแทนของกองทุนประเภทนี้ก็จะปรับตัวลดลงตามไปด้วย ซึ่งอาจทำให้ผลตอบแทนต่ำกว่ากองทุนตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยคงที่
- Spread Risk: ความเสี่ยงที่ส่วนต่าง (Spread) ของตราสารหนี้ในตลาดจะกว้างขึ้น ซึ่งอาจเกิดจากความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจหรือความน่าเชื่อถือของผู้ออกตราสารโดยรวม การที่ Spread กว้างขึ้นอาจกดดันให้ราคาของ FRN ปรับตัวลดลงได้บ้าง แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงจะคงที่ก็ตาม
กองทุนนี้เหมาะกับใครและควรลงทุนเมื่อไหร่?
กองทุนรวมลงทุนตราสารหนี้ floating rate fund ไม่ได้เหมาะกับนักลงทุนทุกคน แต่จะเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนบางกลุ่มในสถานการณ์ที่เหมาะสม
เหมาะสำหรับ:
- นักลงทุนที่คาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยกำลังจะเข้าสู่ช่วงขาขึ้น หรือจะทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกระยะหนึ่ง
- นักลงทุนที่ต้องการลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนโดยรวม โดยเฉพาะส่วนของตราสารหนี้
- ผู้ที่ต้องการพักเงินในระยะสั้นถึงปานกลาง (6 เดือน – 2 ปี) และยอมรับความเสี่ยงได้ต่ำ แต่ต้องการผลตอบแทนที่ดีกว่าเงินฝากประจำ
โดยสรุป กองทุนรวมลงทุนตราสารหนี้ Floating Rate เป็นเครื่องมือการลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่น่าสนใจสำหรับบริหารจัดการพอร์ตในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงด้านราคาและสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงขึ้นตามภาวะตลาด อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือการศึกษาข้อมูลในหนังสือชี้ชวนส่วนสรุป (Fund Fact Sheet) เพื่อทำความเข้าใจนโยบายการลงทุน ระดับความเสี่ยง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณภาพของตราสารหนี้ที่กองทุนเข้าไปลงทุนก่อนตัดสินใจเสมอ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
กองทุนรวมลงทุนตราสารหนี้ Floating Rate ต่างจากกองทุนตราสารหนี้ทั่วไปอย่างไร?
ข้อแตกต่างหลักคือประเภทของตราสารหนี้ที่ลงทุน กองทุน Floating Rate ลงทุนในตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ย ‘ลอยตัว’ ตามตลาด ทำให้มีความเสี่ยงด้านราคาจากดอกเบี้ย (Duration) ต่ำมาก ในขณะที่กองทุนตราสารหนี้ทั่วไปมักลงทุนในตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ย ‘คงที่’ ซึ่งราคาจะอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยมากกว่า
ถ้าดอกเบี้ยเริ่มลดลง ควรทำอย่างไรกับกองทุนนี้?
เมื่อทิศทางดอกเบี้ยเปลี่ยนเป็นขาลง ผลตอบแทนของ Floating Rate Fund จะลดลงตามไปด้วย ในสถานการณ์เช่นนี้ การลงทุนในกองทุนตราสารหนี้แบบดั้งเดิมที่ลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวและจ่ายดอกเบี้ยคงที่ อาจให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าจากการที่ราคาตราสารหนี้จะปรับตัวสูงขึ้น นักลงทุนอาจพิจารณาปรับพอร์ตโดยลดสัดส่วนของ Floating Rate Fund และเพิ่มสัดส่วนกองทุนตราสารหนี้ทั่วไป
ผลตอบแทนของกองทุนมาจากไหนบ้าง?
ผลตอบแทนหลักมาจาก 2 ส่วน คือ 1) ดอกเบี้ยรับจากตราสารหนี้ที่กองทุนถืออยู่ ซึ่งจะปรับเปลี่ยนไปตามอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง และ 2) กำไร (หรือขาดทุน) จากการเปลี่ยนแปลงของราคาตราสารหนี้ในพอร์ต ซึ่งโดยทั่วไปจะมีความผันผวนน้อยสำหรับตราสารหนี้ประเภทนี้
จะตรวจสอบความเสี่ยงด้านเครดิตของกองทุนได้อย่างไร?
นักลงทุนสามารถตรวจสอบได้จากหนังสือชี้ชวนส่วนสรุป (Fund Fact Sheet) โดยดูที่ ‘สัดส่วนประเภทของตราสาร’ และ ‘อันดับความน่าเชื่อถือของตราสาร’ ที่กองทุนลงทุน กองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐ (Government Bond) หรือตราสารหนี้เอกชนที่มีอันดับความน่าเชื่อถือสูง (Investment Grade) ก็จะมีความเสี่ยงด้านเครดิตต่ำกว่ากองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ที่ไม่มีอันดับความน่าเชื่อถือหรือกลุ่ม High Yield
