Supply Chain คืออะไร? ทำไมโซ่อุปทานสะดุดแล้วของแพงทั้งระบบ

Supply Chain หรือโซ่อุปทาน คือเครือข่ายความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อผลิตและส่งมอบสินค้าหรือบริการไปสู่ผู้บริโภค การทำความเข้าใจกลไกนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเมื่อใดก็ตามที่โซ่อุปทานเกิดการสะดุด ย่อมส่งผลกระทบเป็นวงกว้างและเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ต้นทุนสินค้าแพงขึ้นทั้งระบบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

Key takeaways

  • Supply Chain (โซ่อุปทาน) คือเครือข่ายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและจัดส่งสินค้า ตั้งแต่ผู้ผลิตวัตถุดิบไปจนถึงผู้บริโภคคนสุดท้าย
  • องค์ประกอบหลัก ได้แก่ การจัดหา, การผลิต, การจัดเก็บและกระจายสินค้า, และการขนส่ง
  • การสะดุดของโซ่อุปทานอาจเกิดจากภัยธรรมชาติ, ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์, โรคระบาด หรือนโยบายการค้า
  • เมื่อโซ่อุปทานมีปัญหา จะเกิดผลกระทบแบบโดมิโน ทำให้ต้นทุนทุกส่วนเพิ่มขึ้น ตั้งแต่ค่าวัตถุดิบ ค่าขนส่ง ไปจนถึงราคาสินค้าปลีก

ทำความเข้าใจ Supply Chain หรือ โซ่อุปทาน แบบเจาะลึก

หลายคนอาจคุ้นเคยกับคำว่า Supply Chain หรือ “โซ่อุปทาน” แต่บ่อยครั้งที่มักเข้าใจผิดว่ามีความหมายเดียวกับ “โลจิสติกส์” (Logistics) ในความเป็นจริงแล้ว โลจิสติกส์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพที่ใหญ่กว่าอย่างโซ่อุปทานเท่านั้น

หากจะอธิบายให้เห็นภาพ Supply Chain คือกระบวนการทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางของสินค้า ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบจากซัพพลายเออร์, นำมาผ่านกระบวนการผลิตในโรงงาน, จัดเก็บในคลังสินค้า, กระจายไปยังผู้ค้าส่งหรือค้าปลีก และสุดท้ายคือการขนส่งไปถึงมือผู้บริโภค มันคือเครือข่ายที่ซับซ้อนขององค์กร, บุคคล, กิจกรรม, ข้อมูล และทรัพยากร ที่ทำงานร่วมกันเพื่อให้สินค้าชิ้นหนึ่งเกิดขึ้นมาและถูกใช้งานได้จริง

องค์ประกอบสำคัญของ Supply Chain มีอะไรบ้าง?

เพื่อให้โซ่อุปทานทำงานได้อย่างราบรื่น จะต้องอาศัยการประสานงานขององค์ประกอบหลักหลายส่วน ซึ่งเปรียบเสมือนฟันเฟืองที่ขับเคลื่อนซึ่งกันและกัน โดยสามารถแบ่งออกเป็นขั้นตอนสำคัญได้ดังนี้

  • การจัดหา (Sourcing/Procurement): คือขั้นตอนแรกสุดของการค้นหา จัดซื้อ และจัดหาวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนที่จำเป็นสำหรับการผลิตจากซัพพลายเออร์ต่างๆ การบริหารจัดการขั้นตอนนี้ให้ดีจะช่วยควบคุมต้นทุนและคุณภาพของสินค้าได้
  • การผลิต (Manufacturing/Production): เป็นกระบวนการแปรรูปวัตถุดิบให้กลายเป็นสินค้าสำเร็จรูป ซึ่งรวมถึงการวางแผนการผลิต, การควบคุมคุณภาพ และการบริหารจัดการโรงงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
  • การจัดเก็บและกระจายสินค้า (Warehousing & Distribution): เมื่อผลิตเสร็จ สินค้าจะถูกนำไปจัดเก็บในคลังสินค้าเพื่อรอการกระจาย ขั้นตอนนี้เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง (Inventory Management) และการเลือกช่องทางการจัดจำหน่ายที่เหมาะสม
  • การขนส่งและโลจิสติกส์ (Transportation & Logistics): คือการเคลื่อนย้ายสินค้าจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งวัตถุดิบมายังโรงงาน หรือการส่งสินค้าสำเร็จรูปไปยังลูกค้า ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่เชื่อมทุกส่วนของโซ่อุปทานเข้าไว้ด้วยกัน

สาเหตุหลักที่ทำให้โซ่อุปทานสะดุด

โซ่อุปทานที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพคือเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจโลก แต่ในความเป็นจริงแล้ว เครือข่ายนี้มีความเปราะบางและสามารถหยุดชะงักได้จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยที่ควบคุมได้หรือควบคุมไม่ได้ก็ตาม

ตัวอย่างสาเหตุสำคัญที่ทำให้โซ่อุปทานเกิดปัญหา ได้แก่:

ปัจจัยที่สร้างความปั่นป่วนให้โซ่อุปทาน

  • ภัยธรรมชาติ: เช่น น้ำท่วม, แผ่นดินไหว, พายุ ซึ่งสามารถทำลายโรงงาน, เส้นทางคมนาคม และแหล่งวัตถุดิบได้ในพริบตา
  • ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์: สงครามหรือความตึงเครียดระหว่างประเทศอาจนำไปสู่การปิดพรมแดน, ข้อจำกัดทางการค้า และการหยุดชะงักของเส้นทางเดินเรือที่สำคัญ ซึ่งส่งผลต่อความมั่นคงและ การลงทุนด้านความมั่นคง ของหลายประเทศ
  • โรคระบาดครั้งใหญ่ (Pandemic): ดังที่เห็นจากกรณีของ COVID-19 ที่ทำให้โรงงานต้องปิดตัว, เกิดปัญหาขาดแคลนแรงงาน และระบบขนส่งทั่วโลกเป็นอัมพาต
  • ปัญหาด้านแรงงาน: การนัดหยุดงานประท้วงของพนักงานในภาคส่วนสำคัญ เช่น ท่าเรือ หรือบริษัทขนส่ง สามารถทำให้กระบวนการทั้งหมดล่าช้าได้
  • ความผันผวนของอุปสงค์: การเปลี่ยนแปลงความต้องการของผู้บริโภคอย่างกะทันหัน อาจทำให้เกิดภาวะสินค้าขาดตลาดหรือล้นตลาดได้

ผลกระทบแบบโดมิโน: เมื่อ Supply Chain ขาดสะบั้น ต้นทุนสินค้าพุ่งสูงได้อย่างไร?

เมื่อส่วนใดส่วนหนึ่งของโซ่อุปทานเกิดปัญหา มันไม่ได้จบแค่ตรงนั้น แต่จะส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นทอดๆ เหมือนโดมิโนที่ล้มทับกันไปเรื่อยๆ จนมาถึงปลายทางที่ผู้บริโภคต้องจ่ายเงินซื้อสินค้าในราคาที่สูงขึ้น ซึ่งสามารถอธิบายกลไกได้ดังนี้

  1. ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น: เมื่อเกิดภัยพิบัติหรือปัญหาการเมืองในประเทศผู้ผลิตวัตถุดิบ ทำให้วัตถุดิบขาดแคลนหรือขนส่งออกมาไม่ได้ ราคาวัตถุดิบในตลาดโลกก็จะพุ่งสูงขึ้นทันทีตามหลักอุปสงค์-อุปทาน
  2. ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น: โรงงานอาจต้องชะลอหรือหยุดการผลิตชั่วคราวเพราะขาดแคลนชิ้นส่วน แต่ยังคงมีค่าใช้จ่ายคงที่ เช่น ค่าจ้างพนักงาน, ค่าเช่า ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยของสินค้าสูงขึ้น
  3. ค่าขนส่งพุ่งกระฉูด: เมื่อเส้นทางขนส่งหลักถูกปิดกั้น เช่น กรณีเรือขวางคลองสุเอซ บริษัทต่างๆ ต้องเปลี่ยนไปใช้เส้นทางที่อ้อมกว่าและใช้เวลานานขึ้น ทำให้ค่าน้ำมันและค่าระวางเรือแพงขึ้นหลายเท่าตัว
  4. เกิดภาวะคอขวด (Bottleneck): สินค้าจำนวนมากอาจไปกระจุกตัวอยู่ที่ท่าเรือหรือคลังสินค้า เพราะไม่สามารถกระจายต่อไปได้ ทำให้เกิดต้นทุนการจัดเก็บและค่าเสียโอกาสทางธุรกิจ
  5. ผู้ค้าปลีกผลักภาระให้ผู้บริโภค: เมื่อต้นทุนทุกอย่างตั้งแต่ต้นน้ำสูงขึ้นมาตลอดทาง สุดท้ายผู้ค้าปลีกก็จำเป็นต้องปรับราคาสินค้าขึ้นเพื่อรักษากำไรไว้ ทำให้ผู้บริโภคคือผู้ที่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นทั้งหมด

ผลกระทบเหล่านี้ไม่เพียงทำให้สินค้าแพงขึ้น แต่ยังส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจ เช่น การเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นสิ่งที่ธนาคารกลางทั่วโลกจับตามองอย่างใกล้ชิด ดังจะเห็นได้จากข่าว เงินเฟ้ออังกฤษ ที่ชะลอตัวลง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจ การบริหารจัดการ Supply Chain ให้มีเสถียรภาพจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ท้ายที่สุดแล้ว ความซับซ้อนของ Supply Chain ในยุคโลกาภิวัตน์ทำให้ทุกภาคส่วนเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก การหยุดชะงักเพียงจุดเดียวสามารถส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก และสะท้อนกลับมาในรูปแบบของราคาสินค้าและบริการที่สูงขึ้นในชีวิตประจำวันของเราทุกคน การสร้างความยืดหยุ่นและเตรียมพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนจึงเป็นความท้าทายที่ทุกธุรกิจต้องเผชิญในโลกสมัยใหม่ แม้แต่คนทั่วไปก็ควรเรียนรู้ วิธีออมเงิน เพื่อรับมือกับความผันผวนของค่าครองชีพที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Supply Chain กับ Logistics ต่างกันอย่างไร?

Logistics คือส่วนหนึ่งของ Supply Chain โดยจะเน้นไปที่การเคลื่อนย้าย, จัดเก็บ และจัดส่งสินค้าจากจุด A ไปยังจุด B ให้มีประสิทธิภาพ ส่วน Supply Chain จะเป็นภาพที่ใหญ่กว่า ครอบคลุมทุกกระบวนการตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ, การผลิต, การตลาด ไปจนถึงการบริการหลังการขาย

ธุรกิจจะสร้างความยืดหยุ่นให้โซ่อุปทานได้อย่างไร?

ธุรกิจสามารถสร้างความยืดหยุ่น (Resilience) ได้หลายวิธี เช่น การมีซัพพลายเออร์หลายราย (Diversification), การกระจายฐานการผลิตและคลังสินค้าไปยังหลายภูมิภาค, การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการวางแผนและพยากรณ์ความต้องการ และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคู่ค้าในระบบ

เทคโนโลยีมีบทบาทอย่างไรใน Supply Chain สมัยใหม่?

เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง เช่น Internet of Things (IoT) ช่วยติดตามสถานะสินค้าได้แบบเรียลไทม์, ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยพยากรณ์อุปสงค์และวางแผนการผลิต, และ Blockchain ช่วยเพิ่มความโปร่งใสและตรวจสอบย้อนกลับในทุกขั้นตอนของโซ่อุปทานได้

ทำไมสินค้าบางอย่างขาดตลาดในช่วงวิกฤต?

เกิดจาก ‘Bullwhip Effect’ หรือปรากฏการณ์แส้ม้า เมื่อผู้บริโภคตื่นตระหนกและแห่ซื้อสินค้า (Panic Buying) ทำให้ผู้ค้าปลีกสั่งของเพิ่มขึ้นอย่างมาก ผู้ผลิตจึงต้องเร่งกำลังการผลิต แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย สินค้าอาจล้นตลาดในภายหลัง การสื่อสารข้อมูลที่ไม่ดีตลอดโซ่อุปทานคือสาเหตุหลักของปัญหานี้

เรื่องแนะนำ