กองทุนรวมลงทุนในหุ้นกู้ต่างประเทศ ต้องดู hedging และ credit risk ยังไง

การลงทุนในกองทุนรวมลงทุนในหุ้นกู้ต่างประเทศเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในการกระจายความเสี่ยงและแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น แต่ก่อนจะตัดสินใจลงทุน การทำความเข้าใจปัจจัยสำคัญอย่าง Hedging (การป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน) และ Credit Risk (ความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้) ถือเป็นหัวใจหลักที่จะช่วยให้นักลงทุนสามารถเลือกกองทุนที่เหมาะสมกับตนเองได้

สรุปใจความสำคัญ

  • Hedging (การป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน): ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ส่งผลต่อความผันผวนของกองทุน มีทั้งแบบป้องกันเต็มจำนวน (Fully Hedged), บางส่วน (Partially Hedged) หรือไม่ป้องกันเลย (Unhedged) ซึ่งมีผลต่อผลตอบแทนและความเสี่ยงต่างกัน
  • Credit Risk (ความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้): สะท้อนคุณภาพของหุ้นกู้ที่กองทุนเข้าไปลงทุน ดูได้จาก Credit Rating ยิ่งเรตติ้งสูง (เช่น AAA, AA) ความเสี่ยงยิ่งต่ำ แต่ผลตอบแทนก็อาจต่ำลงตามไปด้วย
  • Duration (อายุเฉลี่ยของตราสาร): ตัวชี้วัดความอ่อนไหวของราคาหุ้นกู้ต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย กองทุนที่มี Duration ยาวจะมีความเสี่ยงจากดอกเบี้ยขาขึ้นสูงกว่า
  • Fund Fact Sheet: คือเอกสารสำคัญที่นักลงทุนต้องอ่านให้ละเอียด เพราะรวบรวมข้อมูลสำคัญทั้งนโยบายการลงทุน สัดส่วนสินทรัพย์ และค่าธรรมเนียมไว้ทั้งหมด

ทำไมกองทุนรวมหุ้นกู้ต่างประเทศถึงน่าสนใจ?

ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยในประเทศอาจไม่สูงนัก การมองหาโอกาสการลงทุนในต่างประเทศจึงเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมมากขึ้น กองทุนรวมหุ้นกู้ต่างประเทศ หรือ Global Bond Fund เปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยสามารถเข้าถึงตลาดตราสารหนี้ทั่วโลกได้ง่ายขึ้น ซึ่งมีข้อดีหลายประการ

  • การกระจายความเสี่ยง (Diversification): ช่วยลดการพึ่งพาตลาดการเงินในประเทศเพียงแห่งเดียว การลงทุนในภูมิภาคหรืออุตสาหกรรมที่หลากหลายช่วยลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนโดยรวมได้
  • โอกาสรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น: ตราสารหนี้ในบางประเทศหรือของบางบริษัทอาจให้ผลตอบแทน (Yield) ที่สูงกว่าตราสารหนี้ในประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือใกล้เคียงกัน
  • เข้าถึงผู้ออกตราสารที่หลากหลาย: สามารถลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัทชั้นนำระดับโลก หรือพันธบัตรรัฐบาลของประเทศที่มีความมั่นคงสูง ซึ่งเป็นตัวเลือกที่ไม่มีในตลาดไทย

อย่างไรก็ตาม การลงทุนในต่างแดนก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่ซับซ้อนกว่าการลงทุนในประเทศ โดยเฉพาะความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนและความน่าเชื่อถือของผู้ออกตราสาร

หัวใจหลักที่ต้องเข้าใจ: Hedging และ Credit Risk

สองปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องพิจารณาอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุนในกองทุนหุ้นกู้ต่างประเทศ คือ นโยบายการป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (Hedging) และความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk) ซึ่งทั้งสองอย่างนี้มีผลโดยตรงต่อผลตอบแทนและความเสี่ยงของกองทุน

Hedging (การป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน) สำคัญแค่ไหน?

เมื่อเรานำเงินบาทไปลงทุนในสินทรัพย์สกุลเงินต่างประเทศ เช่น ดอลลาร์สหรัฐ ยูโร หรือเยน ผลตอบแทนที่เราจะได้รับกลับมาเป็นเงินบาทนั้น จะขึ้นอยู่กับ 2 ส่วน คือ 1) ผลตอบแทนจากตัวสินทรัพย์เอง และ 2) การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจทำให้กำไรเพิ่มขึ้นหรือขาดทุนก็ได้

Hedging คือกระบวนการทำธุรกรรมทางการเงินล่วงหน้าเพื่อ ‘ล็อก’ อัตราแลกเปลี่ยนไว้ ทำให้ไม่ว่าค่าเงินจะผันผวนไปอย่างไร ก็จะไม่กระทบต่อมูลค่าเงินลงทุนเมื่อแปลงกลับเป็นเงินบาท โดยทั่วไปนโยบายของกองทุนจะแบ่งได้ 3 รูปแบบหลัก

นโยบาย Hedging ลักษณะ เหมาะกับใคร
Fully Hedged (ป้องกันเต็มจำนวน) กองทุนจะป้องกันความเสี่ยงค่าเงินเกือบ 100% ผลตอบแทนจะมาจากตัวหุ้นกู้เป็นหลัก นักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนจากดอกเบี้ยหุ้นกู้โดยตรง และไม่ต้องการรับความเสี่ยงจากค่าเงิน
Partially Hedged (ป้องกันบางส่วน) กองทุนจะป้องกันความเสี่ยงค่าเงินไว้ส่วนหนึ่ง และปล่อยอีกส่วนให้ลอยตัวตามตลาด นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลาง และต้องการโอกาสทำกำไรจากค่าเงินบ้าง
Unhedged (ไม่ป้องกันความเสี่ยง) กองทุนจะไม่ป้องกันความเสี่ยงค่าเงินเลย ผลตอบแทนจะผันผวนตามค่าเงินเต็มที่ นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงมาก และคาดการณ์ทิศทางค่าเงินได้แม่นยำ (เช่น คาดว่าเงินบาทจะอ่อนค่า)

การทำ Hedging มีต้นทุน ซึ่งจะหักออกจากผลตอบแทนของกองทุน ดังนั้น กองทุนแบบ Fully Hedged มักจะมีผลตอบแทนคาดหวังต่ำกว่าแบบ Unhedged เล็กน้อย หากอัตราแลกเปลี่ยนไม่เปลี่ยนแปลง แต่ก็ช่วยลดความผันผวนได้อย่างมีนัยสำคัญ

อ่านเพิ่ม: Recession คืออะไร? สัญญาณถดถอยที่คนทั่วไปควรสังเกต

Credit Risk (ความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้) ดูจากอะไร?

Credit Risk คือความเสี่ยงที่ผู้ออกหุ้นกู้ (บริษัทเอกชนหรือรัฐบาล) จะไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยหรือคืนเงินต้นได้ตามกำหนด ซึ่งจะส่งผลให้มูลค่าของหุ้นกู้นั้นลดลงอย่างรุนแรง เราสามารถประเมินความเสี่ยงนี้ได้จาก ‘อันดับความน่าเชื่อถือ’ หรือ Credit Rating ที่จัดทำโดยสถาบันจัดอันดับชั้นนำ เช่น S&P, Moody’s และ Fitch

  • Investment Grade (กลุ่มน่าลงทุน): เป็นหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือตั้งแต่ BBB- ขึ้นไป (เช่น AAA, AA, A) ถือว่ามีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ต่ำ ให้ผลตอบแทนไม่สูงมากนัก เหมาะสำหรับนักลงทุนที่เน้นความมั่นคง
  • High Yield (กลุ่มผลตอบแทนสูง): หรือที่เรียกว่า ‘Junk Bond’ เป็นหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่า BBB- ลงมา มีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้สูง แต่ก็ให้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงนั้น เหมาะสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง

นักลงทุนควรตรวจสอบใน Fund Fact Sheet ว่ากองทุนที่เราสนใจนั้นลงทุนในหุ้นกู้ที่มี Credit Rating เฉลี่ยอยู่ที่ระดับใด และมีการกระจายการลงทุนในหุ้นกู้แต่ละอันดับความน่าเชื่อถืออย่างไร กองทุนที่เน้นลงทุนใน High Yield Bond จะมีความผันผวนของราคาสูงกว่ากองทุนที่เน้น Investment Grade อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจถดถอย

อีกหนึ่งตัวแปรที่ห้ามมองข้าม: Duration

นอกเหนือจาก Hedging และ Credit Risk แล้ว ‘Duration’ หรืออายุเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของกระแสเงินสดของตราสารหนี้ เป็นอีกหนึ่งค่าที่สำคัญมาก Duration บอกถึงความอ่อนไหวของราคาตราสารหนี้เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดเปลี่ยนแปลงไป

หลักการง่ายๆ คือ ‘Duration ยิ่งสูง ราคาของกองทุนจะยิ่งอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของดอกเบี้ย’ ตัวอย่างเช่น หากกองทุนมี Duration เฉลี่ย 7 ปี หมายความว่า ถ้าอัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวสูงขึ้น 1% มูลค่าของกองทุน (NAV) อาจจะปรับตัวลดลงประมาณ 7% ในทางกลับกัน หากดอกเบี้ยลดลง 1% มูลค่ากองทุนก็จะปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 7%

ดังนั้น ในช่วงที่คาดว่าดอกเบี้ยจะเป็นขาขึ้น การเลือกลงทุนในกองทุนหุ้นกู้ที่มี Duration สั้น (Short Duration) จะช่วยลดผลกระทบต่อพอร์ตการลงทุนได้ดีกว่า

อ่านเพิ่ม: อ่านงบการเงินสำหรับนักลงทุน: งบดุล-งบกำไรขาดทุน-งบกระแสเงินสด

Checklist ก่อนตัดสินใจลงทุน

เพื่อให้นักลงทุนสามารถเลือกกองทุนรวมหุ้นกู้ต่างประเทศได้อย่างมั่นใจ ควรตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ตาม Checklist ต่อไปนี้

  • 1. ตรวจสอบนโยบาย Hedging: กองทุนเป็นแบบ Fully Hedged, Partially Hedged หรือ Unhedged? เลือกให้ตรงกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้เกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยน
  • 2. วิเคราะห์ Credit Quality: กองทุนเน้นลงทุนใน Investment Grade หรือ High Yield Bond? ดูสัดส่วนการลงทุนใน Credit Rating แต่ละระดับใน Fund Fact Sheet
  • 3. พิจารณาค่า Duration: กองทุนมี Duration เฉลี่ยเท่าไหร่? เหมาะสมกับมุมมองต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยในอนาคตหรือไม่?
  • 4. ศึกษาภูมิภาคและอุตสาหกรรมที่ลงทุน: กองทุนเน้นลงทุนในประเทศพัฒนาแล้ว (Developed Markets) หรือตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets)? มีการกระจุกตัวในอุตสาหกรรมใดเป็นพิเศษหรือไม่?
  • 5. เปรียบเทียบค่าธรรมเนียม: ตรวจสอบค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) และค่าใช้จ่ายรวม (Total Expense Ratio) เพราะมีผลต่อผลตอบแทนในระยะยาว

การลงทุนในกองทุนรวมหุ้นกู้ต่างประเทศเป็นเครื่องมือที่ดีในการสร้างผลตอบแทนและกระจายความเสี่ยง แต่ก็มีความซับซ้อนกว่าการลงทุนในประเทศ การศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะเรื่อง Hedging, Credit Risk และ Duration จะเป็นเกราะป้องกันและช่วยให้นักลงทุนบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้ตามที่คาดหวัง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

กองทุนหุ้นกู้ต่างประเทศแบบ Unhedged เหมาะกับใคร?

เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนได้สูง และมีความเชื่อมั่นหรือคาดการณ์ว่าสกุลเงินต่างประเทศที่กองทุนลงทุนจะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินบาท (หรือเงินบาทจะอ่อนค่าลง) ซึ่งจะทำให้ได้รับกำไรจากส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น

Credit Rating BBB- ถือว่าเสี่ยงไหม?

อันดับ BBB- ถือเป็นระดับต่ำที่สุดของกลุ่มน่าลงทุน (Investment Grade) ซึ่งหมายความว่ายังมีความน่าเชื่อถือในการชำระหนี้อยู่ แต่ก็มีความเสี่ยงสูงกว่าหุ้นกู้ในกลุ่ม A หรือ AA และมีความอ่อนไหวต่อสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปมากกว่า

ถ้าดอกเบี้ยโลกเป็นขาขึ้น ควรเลือกลงทุนในกองทุนที่มี Duration สั้นหรือยาว?

ควรเลือกลงทุนในกองทุนที่มี Duration สั้น (Short Duration) เนื่องจากจะได้รับผลกระทบเชิงลบจากการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยน้อยกว่ากองทุนที่มี Duration ยาว ราคาของกองทุนจะปรับตัวลดลงน้อยกว่า

ดูข้อมูลสำคัญเหล่านี้ได้จากที่ไหน?

ข้อมูลทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน สัดส่วนการลงทุนตาม Credit Rating ค่า Duration เฉลี่ย และค่าธรรมเนียม สามารถดูได้จากเอกสาร ‘หนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ’ หรือ Fund Fact Sheet ของแต่ละกองทุน ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) นั้นๆ

เรื่องแนะนำ