Oligopoly คืออะไร? ตลาดผู้เล่นน้อยรายทำให้ราคา “นิ่งผิดปกติ” ได้ยังไง
Oligopoly คือโครงสร้างตลาดรูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจและพบเห็นได้บ่อยในชีวิตประจำวัน ซึ่งมีผู้ขายเพียงไม่กี่ราย แต่กลับส่งอิทธิพลต่อราคาสินค้าและบริการได้อย่างมหาศาล บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่าตลาดผู้เล่นน้อยรายทำงานอย่างไร และเหตุใดจึงทำให้ราคาสินค้าบางอย่างดูเหมือนจะ ‘นิ่ง’ หรือไม่เปลี่ยนแปลงบ่อยนัก
Key takeaways
- Oligopoly คือตลาดที่มีผู้ขายเพียงไม่กี่ราย แต่ละรายมีส่วนแบ่งตลาดสูง ทำให้การตัดสินใจของผู้เล่นหนึ่งรายส่งผลกระทบต่อคู่แข่งโดยตรง
- ลักษณะเด่นคือการพึ่งพากันเชิงกลยุทธ์ (Strategic Interdependence) ทำให้ผู้เล่นต้องคาดการณ์การตอบสนองของคู่แข่งก่อนตัดสินใจเสมอ
- ราคามักจะ “นิ่ง” (Price Stickiness) เพราะการขึ้นราคาอาจทำให้เสียลูกค้าให้คู่แข่ง ส่วนการลดราคาก็อาจนำไปสู่สงครามราคาที่ไม่มีใครชนะ
- การแข่งขันที่ไม่ใช่ด้านราคา (Non-price Competition) เช่น การโฆษณา การสร้างแบรนด์ และนวัตกรรม เป็นกลยุทธ์สำคัญในตลาดนี้
- ตลาด Oligopoly มีทั้งข้อดี เช่น การเกิดนวัตกรรมจากกำไรส่วนเกิน และข้อเสีย เช่น การฮั้วราคากันซึ่งเป็นผลเสียต่อผู้บริโภค
ทำความรู้จักตลาด Oligopoly ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ในทางเศรษฐศาสตร์ โครงสร้างตลาด (Market Structure) เป็นสิ่งที่จำแนกประเภทของตลาดตามลักษณะการแข่งขันและจำนวนผู้เล่น โดย Oligopoly หรือ ตลาดผู้ขายน้อยราย เป็นหนึ่งในสี่โครงสร้างตลาดหลัก (นอกเหนือจากตลาดแข่งขันสมบูรณ์, ตลาดผูกขาด และตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด) ตลาดประเภทนี้มีลักษณะสำคัญที่ทำให้มันแตกต่างและซับซ้อนกว่าตลาดอื่น
ลักษณะสำคัญของตลาด Oligopoly ได้แก่:
- ผู้ขายน้อยราย (Few Sellers): มีผู้ผลิตหรือผู้ขายรายใหญ่เพียงไม่กี่รายที่ครองส่วนแบ่งตลาดส่วนใหญ่เอาไว้ เช่น ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือในไทย หรือบริษัทผลิตเครื่องบินพาณิชย์ของโลก
- อุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดสูง (High Barriers to Entry): ผู้เล่นรายใหม่จะเข้ามาแข่งขันได้ยากมาก เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนสูง มีเทคโนโลยีที่ซับซ้อน หรือมีข้อจำกัดด้านกฎหมายและสิทธิบัตร
- สินค้าอาจเหมือนหรือแตกต่างกัน (Homogeneous or Differentiated Products): สินค้าในตลาด Oligopoly อาจเป็นสินค้าที่เหมือนกันทุกประการ (เช่น เหล็ก, ซีเมนต์) หรือเป็นสินค้าที่มีความแตกต่างกันในด้านแบรนด์ คุณภาพ หรือบริการ (เช่น รถยนต์, สมาร์ทโฟน, สายการบิน)
- การพึ่งพากันเชิงกลยุทธ์ (Strategic Interdependence): นี่คือหัวใจสำคัญที่สุดของตลาด Oligopoly การตัดสินใจของบริษัทหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราคา ปริมาณการผลิต หรือการโฆษณา จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อยอดขายและกำไรของคู่แข่ง ทำให้ทุกบริษัทต้องคิดและวางแผนกลยุทธ์โดยคาดการณ์การตอบสนองของคู่แข่งเสมอ เหมือนกับการเล่นหมากรุก
เหตุผลที่ทำให้ราคาในตลาด Oligopoly ‘นิ่งผิดปกติ’
หนึ่งในปรากฏการณ์ที่น่าสนใจที่สุดในตลาด Oligopoly คือ “ความนิ่งของราคา” (Price Stickiness หรือ Price Rigidity) หมายความว่าราคาสินค้ามักจะไม่เปลี่ยนแปลงบ่อยนัก แม้ว่าต้นทุนการผลิตจะเปลี่ยนแปลงไปบ้างก็ตาม ซึ่งสวนทางกับทฤษฎีในตลาดแข่งขันสมบูรณ์ที่ราคาควรจะปรับตัวตามอุปสงค์และอุปทานอยู่เสมอ เหตุผลเบื้องหลังความนิ่งของราคานี้อธิบายได้ด้วยหลายปัจจัย
ปัจจัยหลักคือความกลัวที่จะเกิด “สงครามราคา” (Price War) ลองจินตนาการว่าคุณเป็นหนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่ หากคุณตัดสินใจลดราคาเพื่อดึงลูกค้า คู่แข่งก็จะลดราคาตามทันทีเพื่อรักษาฐานลูกค้าของตนเอง ผลลัพธ์สุดท้ายคือทุกคนขายของได้ในราคาที่ต่ำลงและกำไรก็น้อยลงกันถ้วนหน้า ในทางกลับกัน หากคุณตัดสินใจขึ้นราคา คู่แข่งอาจเลือกที่จะไม่ขึ้นราคาตามเพื่อดึงลูกค้าของคุณไปแทน ทำให้คุณต้องสูญเสียส่วนแบ่งตลาดไปอย่างรวดเร็ว
สถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้ ทำให้ผู้เล่นในตลาด Oligopoly มักจะเลือกที่จะรักษาระดับราคาเดิมไว้ และหันไปแข่งขันในด้านอื่นแทน นอกจากนี้ ในบางกรณีอาจเกิดการร่วมมือกันอย่างไม่เป็นทางการ (Tacit Collusion) เช่น การมี “ผู้นำราคา” (Price Leader) ที่เมื่อบริษัทผู้นำปรับราคาขึ้นหรือลง บริษัทอื่นก็จะปรับตามโดยไม่ได้นัดหมายกัน ซึ่งเป็นกลยุทธ์เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง อย่างไรก็ตาม การร่วมมือกันอย่างเป็นทางการเพื่อกำหนดราคา หรือที่เรียกว่า การฉ้อโกงสินเชื่อรถยนต์ หรือการฮั้วกัน (Collusion/Cartel) นั้นถือเป็นสิ่งผิดกฎหมายในหลายประเทศ
การแข่งขันที่ไม่ใช่ราคา: สนามรบที่แท้จริง
เมื่อการแข่งขันด้านราคาไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด ผู้เล่นในตลาด Oligopoly จึงทุ่มเททรัพยากรไปที่ “การแข่งขันที่ไม่ใช่ราคา” (Non-price Competition) อย่างมหาศาล เพื่อสร้างความแตกต่างและดึงดูดลูกค้า กลยุทธ์เหล่านี้รวมถึง:
- การโฆษณาและการตลาด: สร้างการรับรู้ในแบรนด์และสื่อสารถึงจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ เช่น แคมเปญโฆษณาของผู้ให้บริการมือถือที่เน้นย้ำเรื่องความเร็วของเครือข่าย 5G
- การสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์: พัฒนาสินค้าให้มีคุณสมบัติ, ดีไซน์, หรือเทคโนโลยีที่เหนือกว่าคู่แข่ง เช่น การพัฒนากล้องบนสมาร์ทโฟน หรือการออกแบบรถยนต์รุ่นใหม่
- การสร้างแบรนด์และความภักดี: ทำให้ลูกค้ารู้สึกผูกพันกับแบรนด์และไม่เปลี่ยนใจไปหาคู่แข่งง่ายๆ ผ่านโปรแกรมสะสมคะแนน หรือการสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์
- คุณภาพและการบริการ: นำเสนอการบริการหลังการขายที่ดีเยี่ยม หรือคุณภาพสินค้าที่ทนทานกว่า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า
อุตสาหกรรมหลายประเภทที่เป็น Oligopoly เช่น อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ก็มีการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สูงมาก ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีของการแข่งขันที่ไม่ใช่ราคา
เปรียบเทียบ Oligopoly กับโครงสร้างตลาดอื่น
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น เราสามารถเปรียบเทียบตลาด Oligopoly กับโครงสร้างตลาดรูปแบบอื่นๆ ได้ดังตารางต่อไปนี้
| ลักษณะ | ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ | ตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด | ตลาดผู้ขายน้อยราย (Oligopoly) | ตลาดผูกขาด |
|---|---|---|---|---|
| จำนวนผู้ขาย | จำนวนมาก | จำนวนมาก | น้อยราย (2-10 ราย) | รายเดียว |
| ลักษณะสินค้า | เหมือนกันทุกประการ | แตกต่างกันเล็กน้อย | เหมือนกันหรือแตกต่างกัน | มีลักษณะเฉพาะตัว |
| อุปสรรคในการเข้าสู่ตลาด | ไม่มีเลย | ต่ำ | สูง | สูงมาก / เป็นไปไม่ได้ |
| อำนาจในการกำหนดราคา | ไม่มีเลย (Price Taker) | มีเล็กน้อย | มีอำนาจสูง (พึ่งพากัน) | มีอำนาจสมบูรณ์ (Price Maker) |
โดยสรุป Oligopoly เป็นโครงสร้างตลาดที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยการวางกลยุทธ์ การที่ผู้เล่นแต่ละรายต้องคำนึงถึงการกระทำของคู่แข่งอยู่เสมอ ทำให้เกิดพฤติกรรมทางราคาและการแข่งขันที่เป็นเอกลักษณ์ การทำความเข้าใจตลาดประเภทนี้ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อนักเศรษฐศาสตร์ แต่ยังช่วยให้ผู้บริโภคและนักลงทุนเข้าใจพลวัตของอุตสาหกรรมต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น เพื่อวางแผนการเงินและตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูล
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ตลาด Oligopoly เป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดีต่อผู้บริโภค?
มีทั้งสองด้าน ข้อดีคืออาจเกิดนวัตกรรมและการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ จากการแข่งขันที่ไม่ใช่ราคา แต่ข้อเสียคือราคามักจะสูงกว่าตลาดแข่งขันสมบูรณ์ และมีความเสี่ยงที่ผู้ขายจะฮั้วกันเพื่อเอาเปรียบผู้บริโภค
ตัวอย่างตลาด Oligopoly ในประเทศไทยมีอะไรบ้าง?
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ตลาดผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ, ตลาดสายการบิน, ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน, และธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ ซึ่งแต่ละอุตสาหกรรมมีผู้เล่นรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย
การ “ฮั้วราคา” ในตลาด Oligopoly ผิดกฎหมายหรือไม่?
ใช่ การตกลงร่วมกันกำหนดราคา (Price Fixing) หรือการจัดตั้งกลุ่มพันธมิตร (Cartel) เพื่อควบคุมตลาดถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายการแข่งขันทางการค้าในประเทศไทยและอีกหลายประเทศทั่วโลก
ทำไมการเข้าสู่ตลาด Oligopoly จึงเป็นเรื่องยาก?
เนื่องจากมีอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดสูง เช่น ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล (เช่น สร้างโรงกลั่นน้ำมัน), มีเทคโนโลยีที่ซับซ้อนและสิทธิบัตร, การสร้างแบรนด์ให้เป็นที่ยอมรับต้องใช้เวลานานและงบประมาณสูง, และอาจมีข้อบังคับทางกฎหมายจากภาครัฐ
